Rangwan.Com

Every Day is A Reward

ดิฉันเลยถือโอกาสเปลี่ยน theme เสียเลย เนื่องจากตื่นมาแล้ว ไม่มีอะไรจะทำระหว่างรอให้สถานการณ์แน่ชัด ว่าจะไปทำงานหรือไม่ไปทำงานดีหนอ

theme นี้หวานดี ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ขมๆ ของบ้านเมืองดีแท้

ว่าแต่คืนนี้นัดลูกค้า cut-over project เสียด้วย ถ้าจะแห้วเสียแล้วละมั๊ง … เฮ่อ!!!

เปิดสภาฯ เมื่อวาน มีการกล่าวอ้างอิงถึง “ทศพิธราชธรรม” โดยผู้อภิปรายกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำที่มีทศพิธราชธรรม มี ส.ว. ประท้วงว่า “ทศพิธรรมธรรม” นั้นสำหรับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ผู้อภิปราย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยการใช้คำราชาศัพท์ของพระเจ้าแผ่นดินกับบุคคลธรรมดา

แล้วจึงเกิดการประท้วงกันไปมาวุ่นวาย เสมือนจับเด็กอนุบาลมาโต้วาทีกันก็มิปาน (ผู้ซึ่งประชาชนอย่างเราต้องไว้วางใจท่านๆ ให้ผ่านกฎหมายและนโยบายต่างๆ เพื่อประเทศชาติ เห็นแล้วเป็นที่เอน็จอนาถใจยิ่งนัก)

โอเค … ประเด็นแรก “ทศพิธราชธรรม” ถือเป็น ธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ เท่าที่สืบค้นพบว่ามีแหล่งข้อมูลให้คำจำกัดความที่แตกต่างกัน โดยแหล่งข้อมูลทั่วๆ ไป นิยมให้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า คือ ธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน 10 ประการ ส่วนแหล่งข้อมูลวิกิพีเดียและสารานุกรมไทย ให้ข้อมูลตรงกันว่ามิได้จำเพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

จากวิกิพีเดีย

ทศพิธราชธรรม หรือ ทศพิธราชธรรม 10 คือจริยวัตร 10 ประการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรม ประจำพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชม ยินดี ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองแผ่น ดินเท่านั้น บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกองค์กรก็พึงใช้หลักธรรมเหล่านี้

ทศพิธราชธรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ราชธรรม 10″ นี้ ปรากฏอยู่ในพระสูตร ขุททกนิกาย ชาดก ปรากฏพระคาถา ดังนี้

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํอกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ.

ขุ.ชา.28/240/86

สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก

ทศพิธราชธรรม โดย นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา

ทศพิธราชธรรม เป็น หัวข้อธรรมะที่มีผู้สนใจกันมาก เพราะเป็นธรรมะของผู้ปกครองโดยทั่วไป มิได้ เจาะจงว่าต้องเป็นของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ธรรมะในข้อนี้เป็นของที่ บัญญัติขึ้นก่อนสมัยพุทธกาล อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาทางการเมืองการปกครองของโลกตะวันออก ที่วางกรอบปฏิบัติหรือธรรมนูญของผู้มีอำนาจปกครอง ต่อมานักปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้รับเข้าไว้เป็นธรรมะในศาสนาของตน และผูกเป็นคาถาภาษาบาลี ดังนี้
ทานํ สีลํ  ปริจฺจาคํ       อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ  อวิหํ  สญฺจ      ขนฺติญฺจ  อวิโรธนํ
ประเด็นที่สอง การใช้คำราชาศัพท์กับบุคคลธรรมดา ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำพูดที่ไม่เหมาะสม ดูที่เจตนา ถือเป็นความผิดที่สมควรอภัยได้หรือไม่
ท่านประธานวินิจฉัยถูกต้องแล้วค่ะ เลิกแล้วต่อกันไปเถอะ จะได้อภิปรายเข้าเนื้อเข้าหนังหน่อย ประชาชนเสียค่าไฟไปครึ่งชั่วโมงกว่า เพื่อฟังแต่ท่าน สส. และท่าน สว. ประท้วงกันในเรื่องไม่สมควรเป็นประเด็น
ไอ้ที่ควรเป็นประเด็นน่ะ ควรเอาธรรมะทั้ง 10 ข้อที่กล่าวอ้างว่าท่านนายกฯ มีน่ะ มาวิเคราะห์ทีละข้อๆ ดีกว่า ว่ามีจริงรึเปล่า
๑.  ทาน  (การให้  คือ  สละทรัพย์สิ่งของบำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์)
๒.  ศีล (ความประพฤติดีงาม คือสำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริตรักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง  และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน)
๓.  ปริจจาคะ  (การบริจาค  คือ  เสียสละความสุขสำราญ ตลอดจนชีวิตของตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง)
๔.  อาชชวะ  (ความซื่อตรง  คือ  ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา  ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต  มีความจริงใจ  ไม่หลอกลวงประชาชน)
๕.  มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย  ไม่เย่อหยิ่ง  หยาบคายกระด้างถือองค์  มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลละมุนละไม  ให้ได้ความรักภักดีแต่มิขาดยำเกรง)
๖. ตปะ  (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบครองย่ำยีจิตระงับยับยั้งข่มใจได้  ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ  มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอหรืออย่างสามัญ  มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียรทำกิจให้บริบูรณ์)
๗. อักโกธะ  (ความไม่โกรธ  คือ ไม่เกรี้ยวกราด ลุอำนาจความโกรธจนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม  มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่นวินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบ เรียบเป็นตัวของตนเอง)
๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด  เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง)
๙. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไรก็ ไม่ท้อลอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม)
๑๐. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม คือ  วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม  คงที่  ไม่มีความ  เอนเอียงหวั่นไหว  เพราะถ้อยคำที่ดีร้ายลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สถิตมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรมคือความเที่ยงธรรมก็ดี  นิติธรรมคือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง  ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป)
ข้ออื่นน่ะพอกล้อมแกล้มผ่านไปได้ แต่ข้อ เอ้อ … น่ะสิ จริงเร้อ

ข้างล่างเป็นคอมเมนต์ที่โพสต์ไว้ เป็นความเห็นของผู้เขียนต่อคำปราศัยของคุณจักรภพ http://thaiinsider.info/portal/content/view/8246/59/

คุณจักรภพอยากจะล้มเลิกระบบอุปถัมภ์ ผู้เขียนอยากจะให้การศึกษาแก่ประชาชน แล้วให้เขาเลือกความต้องการของตนเองด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

มีตั้งหลายประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยและระบอบกษัตริย์ไปพร้อมๆ กัน เช่น นอร์เวย์ สวีเดน อังกฤษ ฯลฯ เขาก็เป็นประชาธิปไตยกันถ้วนหน้า รัฐบาลทำหน้าที่รัฐบาล กษัตริย์ทำหน้าที่กษัตริย์ ทหารทำหน้าที่ทหาร ประชาชนทำหน้าที่ประชาชน ทำไมเขาทำกันได้ ประเทศชาติเจริญ ไม่มีรัฐประหาร

เพราะประชาชนเขามีการศึกษาไง ประชาชนรับรู้ความสำคัญและเคารพการดำรงอยู่ของระบอบกษัตริย์ แต่ก็รักษาสิทธิ์ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่

ประเทศไทยเราปัญหาเยอะมากมาย เพราะกี่รัฐบาลๆ ก็ไม่เคยใส่ใจพัฒนาระบบการศึกษาอย่างแท้จริง ทุกวันนี้เรายังมีนักเรียนมากมายขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา เด็กๆ มากมายขาดโอกาสเรียนรู้ ครูมากมายไร้คุณภาพ แถมระบบการศึกษายังเก่า เน้นการท่องจำ ทำคะแนนจากข้อสอบประเภท ภูเขาอะไรสูงที่สุดในโลก ภูเขาตะนาวศรีวางตัวตามแนวไหน ตัดคะแนนนักเรียนเพราะทำผมม้าไม่เข้าตา ผูกคอซองเอียงซ้ายเอียงขวาไม่เท่ากัน

คุณจักรภพไม่ต้องเสียเวลาหากลยุทธเปลี่ยนประเทศไทยจากหน้ามือเป็นหลังมือ ล้มเลิกระบบอุปถัมถ์หรอก แค่หากลยุทธให้เด็กทุกคนได้เรียนจนถึงระดับปริญญาตรีได้ตามต้องการของเด็ก แค่นี้ระบบอุปถัมภ์ถึงแม้มีอยู่ ก็ไม่มีความหมายแล้ว เพราะประชาชนไทยจะรู้จักคิด รู้จักแยกแยะ จนแม้ผู้มีใจอคติคิดอ้างชื่อผู้อยู่ที่สูงมาใส่ร้ายรัฐบาล ประชาชนก็หาเชื่อไม่ เพราะประชาชนพิจารณถูก-ผิดได้เอง จากเหตุและผลของการกระทำของรัฐบาล มิใช่จากลมปากของผู้ทุจริต

เอาแรงกายแรงใจ หาวิธีทำ education revolution ให้ประเทศไทยเถอะพ่อคุณ

ช่วงเวลาหนึ่ง บนถนนวิภาวดี

“ขับรถทับเส้นทึบนะครับ ขอใบขับขี่ด้วยครับ”

“นี่ค่ะ เขียนใบสั่งมาเลยค่ะ”

“จะรับใบสั่งนะครับ”

“ค่ะ เขียนมาเลยค่ะ เดี๋ยวไปจ่ายค่ะ”

“กำลังรีบหรือครับ”

“ค่ะ จะรีบไปประชุม”

“…”

“…”

“เอ่อ ดิฉันไปได้รึยังคะ ถ้าไม่เขียนใบสั่ง งั้นจ่ายตรงนี้ได้มั๊ยคะ”

“แหม ผมต้องไปจ่ายให้อีกแล้วสิเนี่ย”

“…”

บางคนศักดิ์ศรีก็มีค่าแค่ 100 บาทเอง

เคยมั๊ยคะ เวลาที่เราคิดหาทางแก้ปัญหา หรือสร้างสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ปรากฎว่าวิธีการของเราเป็นที่ยอมรับ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากนั้นก็จะมีคนจำพวกหนึ่ง คนที่ทำมาก่อนแล้วไม่สำเร็จ หรือคนที่เห็นเราทำสำเร็จโดยไม่เคยพยายาม คนเหล่านั้นก็จะพูดว่า “โธ่เอ๊ย ถ้ารู้ว่าอย่างนี้นะ ผม(ฉัน)ก็ทำได้เหมือนกัน”

คำถามก็คือ แล้วทำไม “คุณไม่รู้อย่างนี้” ล่ะคะ

อธิบายเพิ่มเติมคือถ้าทุกคนรู้ว่า Thomas Alva Edison ประดิษฐ์หลอดไฟให้ส่องสว่างและนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ตามบ้านเรือนได้อย่างไร​ (โดยไม่ใช่แค่ทดลองกันอยู่ในห้องแลบ) แล้วเอาวิธีการนั้นมาทำตาม ก็คงไม่ต้องผ่านการทดลองเป็นร้อยเป็นพันครั้งอย่าง Edison แน่นอน กางตำราทำได้เลย

แต่ต้องรอ Edison ก่อนนะ …

ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ระบบการคิดของ “พวกคุณรู้อย่างนี้” ตะหาก พวกนี้จะคิดแต่ว่า มันไม่ได้ๆๆๆ มันมีทางออกทางเดียว เราต้องเดินทางนี้ จะเดินถอยหลังสองก้าว อ้อมภูเขา ว่ายข้ามทะเลอีกนิดหน่อย อาจจะต้องใช้เครื่องร่อนช่วยด้วย ก็จะไปถึงจุดหมายนั้น ไม่ได้ๆๆๆ หรือถ้ามันยากขนาดนั้นลองขุดพื้นให้มันเป็นทางลอด แล้วลองดูว่าไปถึงจุดหมายเราได้มั๊ย ไม่ได้ๆๆๆ

ระบบการคิดของ “พวกทำได้” แตกต่างตรงที่ว่า พวกเขาพยายามทำความเข้าใจกับปัญหาและเป้าหมาย แล้วหาวิธีไปสู่การแก้ปัญหา การไปสู่เป้าหมาย ครั้งแรกล้มเหลว ไม่เป็นไร เอาความล้มเหลวมาวิเคราะห์ แล้วลองใหม่ ครั้งที่ร้อยล้มเหลว ไม่เป็นไร เอาครั้งที่ร้อยมาวิเคราะห์แล้วลองใหม่

พวกทำได้ จึง ทำได้

พวกรู้อย่างนี้ จึง รู้อย่างนี้ …

เชื่อเถอะค่ะ ว่าคุณเลือกได้ว่าจะเป็น พวกทำได้ หรือ พวกรู้อย่างนี้ …

เลือกถูกข้าง ชีวิตประสบความสำเร็จแตกต่างกันเยอะเลย