แม่สลอง - จะบูสีโฮมสเตย์ (Jabusee Home stay)
เมื่อวานนี้เดินถึงบ้านจะบูสีกันแล้ว วันนี้ได้เข้าหมู่บ้านกันล่ะ
ก่อนอื่นขอเล่ารายละเอียดบ้านจะบูสีสักเล็กน้อย ชาวบ้านจะบูสีเป็นชาวละหู่แดง หรือมูเซอแดง อันคำว่ามูเซอนี้เป็นทางรัฐบาลไทยบรรญัติเรียกเอาเอง ชาวจะบูสีเขาชอบให้เรียกว่าเขาเป็นชาวละหู่มากกว่า ซึ่งละหู่จะมีการแยกย่อยไปอีกว่า เป็นละหู่ขาว ละหู่ดำ ละหู่แดง เป็นต้น
บ้านจะบูสีมีสมาชิกประมาณ 150 คน จำนวนบ้้าน 30 หลังคาเรือน คนในหมู่บ้านจะเป็นเครือญาติกัน คือไม่เปิดรับคนนอกหมู่บ้านเข้ามาเป็นสมาชิกอยู่ด้วยกันง่ายๆ และจะเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านนี้ต้องได้รับการยินยอม จากผู้นำชุมชนเสียก่อน
อาชีพหลักของชาวละหู่แดง บ้านจะบูสี คือกสิกรรม ได้แก่ ปลูกข้าว ข้าวโพด กาแฟ ส่วนหมู และไก่ นั้นส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อกินเอง (ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านต่อได้ที่นี่เลย)
เอาล่ะ เรามาชมบรรยากาศในตัวหมู่บ้านกันต่อดีกว่า
ภาพแรก มุมฮิตของนักท่องเที่ยว ใครมาที่นี่เห็นถ่ายรูปมุมนี้กันทั้งนั้น เป็นวิวที่มองลงมาจากศาลา 100 ปีสมเด็จย่าฯ แล้วเห็นทางเดินเข้าหมู่บ้านลิบๆ
ภาพชุดต่อมาเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน (คล้ายๆ หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งโรงเรียน) คุณครูสาวประจำโรงเรียนนี้ข้ามน้ำข้ามห้วยมาจากสมุทรสาคร สอนประจำมาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว พูดภาษาละหู่ได้คล่องทีเดียว
ภาพชุดต่อมาเป็นบ้านเรือนของคนในชุมชน ลักษณะสถาปัตยกรรมเรียบ ง่าย สามารถสร้างเสร็จและอยู่ได้ภายใน 1 วันหากได้รับความร่วมมือร่วมใจ ร่วมด้วยช่วยกันของคนในชุมชน
อนึ่ง โปรดสังเกตว่า บ้านหลังไหนดูใหม่ๆ หน่อย แปลว่า เพิ่งสร้างครอบครัวใหม่ ตัวบ้านจะแข็งแรงทนทานรองรับภารกิจ เอ๊ย รองรับสมาชิกที่จะเกิดใหม่ (อันนี้ไกด์จะแรให้ความเห็น)
ภาพชุดถัดมาเป็นเด็กๆ และผู้คนในชุมชนกำลังเล่นและทำกิจกรรมกันสนุกสนานเลย
ครกตำข้าว ใช้งานจริงๆ
ถ้าในเมือง คงไม่ค่อยมีใครเล่นแบบนี้แล้ว เด็กมัวแต่ไปเล่นเกมตู้กันเสีย ไม่รู้จักความสนุกง่ายๆ แบบนี้หรอก
ป้ากับลุงสองคนนี้ อยากลองเล่นบ้าง ปรากฎว่า เละเทะเชียว
ต่อขาไม้ไผ่เสียสูงเชียว ผู้เขียนขอลองแล้ว ไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่า ไม่เวิร์คอย่างแรง ก้าวไม่ออกเลย ขอแบบเตี้ยๆ กว่านี้ โดนไกด์ดูถูกเอาเสียอีกว่า เตี้ยกว่านี้เขาไม่เล่นกัน … อ่าว
มีรถเข้ามาขายกับข้าวในหมู่บ้านด้วย ได้รับความสนใจล้นหลามเลย โดยเฉพาะจากคณะเรา
พ่อแม่ซื้อกับข้าว เด็กๆ ก็หยอกเย้ากันไป
เอาล่ะมาถึงบ้านแอหย่วย ที่เราจะพักด้วยเสียที

แอหย่วยและจะสอ ต้มน้ำเตรียมชงชาต้อนรับพวกเรา
ภายในบ้าน ใช้แสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มความสว่าง

หรือจะเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ก็ได้ (ผลงานของคนหน้าเหลี่ยมที่เพิ่งได้กลับบ้านเมื่อวานนี้)
ส่วนอันนี้ ห้องน้ำ
และที่นอน อุปกรณ์หมอน มุ้ง ผ้าห่ม เขาเตรียมไว้ให้ต่างหาก สะอาดและน่านอนเป็นยิ่งนัก รูปนี้เป็นผลงานการจัดการด้วยตนเเองของผู้เขียนและเพื่อนนะเนี่ย
ลูกแอหย่วยมาตำข้าวปุ๊กที่บ้าน
ข้าวปุ๊ก คือ ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ตำกับงา
เสร็จแล้วจิ้มกินกับน้ำตาลหรือนม อร่อยมาก
อาหารเย็นมาแล้ว มื้อนี้ประกอบด้วย หมูคั่วเลือด (จานซ้ายสุด) แกงหัวปลี (ซ้ายบน) น้ำพริกผักจิ้ม (กลาง) ไข่ดาว (เมนูชาวกรุง ได้มาจากรถขายกับข้าวรูปข้างบนน่ะแหล่ะ) ยำปลากระป๋อง (เมนูชาวกรุงอีกแล้ว) และปลาทูทอด (จากรถกับข้าวเช่นกัน)
ก่อนออกนอกเรื่องอาหาร ขอเล่าด้วยความเคืองไกด์จะแรมั่กๆ มาหลอกเราให้กินข้าวมื้อละสามชามอยู่ได้ ข้าวก็ไม่ใช่น้อยๆ กินเข้าไปอย่างนั้น ถึงขั้นข้าวดอยอุดตันลำไส้เลยนะนั่น
หลังจากอิ่มหมีพลีมันแล้ว พวกเราก็ยกขบวนไปแจกขนมเด็กๆ ที่โรงเรียน โดยได้รับความร่วมมือจากครูอึ่ง ช่วยอำนวยการเรียกเด็กๆ พร้อมกำชับให้แต่งชุดสวยมาคุยกับพวกเรา
หลังรับขนม เด็กๆ เลยตอบแทนด้วยเต้นรำประกอบเพลง แม้ไม่ค่อยได้ซ้อมกันมา แต่ก็น่ารักได้ใจพี่ๆ ลุงๆ ป้าๆ ไปโขเลย
สุดท้ายพวกเราทนไมไหวกับความน่ารักก็เลยแปลงร่าง เป็นชาวละหู่บ้าง
แล้วก็เลยถ่ายรูปรวมกันเสียอย่างเลย
จากนั้นผู้นำทางศาสนา ทำพิธีผูกข้อมือ รับขวัญและอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ
คืนนั้นที่จะบูสี พวกเราเข้านอนกันด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง และความสุขใจจากกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับการต้อนรับด้วยความเป็นกันเองจากชาวบ้านจะบูสี
รูปสุดท้ายอย่างที่สัญญา … ไกด์จะแรและครูอึ่ง คู่หูคู่ฮาประจำบ้านจะบูสี ทั้งสองคนให้คำแนะนำและช่วยเหลือพวกเราในการใช้ชีวิตในบ้านจะบูสี จนประทับใจและมีความทรงจำที่ดีมาเล่าให้ฟังอย่างนี้แหล่ะ
วันถัดไปไกด์จะแรและนะซึ พาพวกเราตะลุยดอยตุงและอื่นๆ อีกมากมาย อดใจรอหน่อย เพราะวันนี้ผู้เขียนหนึเที่ยวพังงาอีกแล้ว คงได้มา update อีกทีวันอาทิตย์เย็นๆ ล่ะ แห่ะๆ





















































































































