-
ไปเที่ยวกับสมาชิก Jeep Unity Club
Posted on July 22nd, 2008 2 commentsช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ผู้เขียนติดสอยห้อยตามครอบครัวเพื่อน (อันประกอบด้วยเพื่อนและ พี่ชาย พี่สะใภ้ และลูกเล็กๆ อีกสองคน) ไปเที่ยวกับกลุ่มย่อยของ Jeep Unity Club โดยเรามีที่หมายพักค้างแรมกันที่ สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา
ทำไมต้อง Jeep Unity Club … คือ อย่างที่บอกผู้เขียนติดสอยห้อยตามเขาไป เขา(พี่ชายเพื่อน)กำหนดมาแล้ว ว่าเขาจะไปเที่ยวด้วยรถจี๊ปนี่แหล่ะ เพราะเขาซื้อมาเพื่อการท่องเที่ยวแบบ off road นี้โดยเฉพาะ เขาศึกษา เขาเสาะหา จนได้เป็นเจ้าของ Jeep Cherokee มาหนึ่งคัน เอาไปติดแก๊ส ติด GPRS ติดวิทยุสื่อสาร (ว.ดำ) เสียเรียบร้อย ดังนั้นเขาจึงต้องเที่ยวแบบนี้ … (ไม่รู้จะตลอดอายุการใช้งานของตัวเขา หรือของรถเขารึเปล่านิ)
ไปทริปนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไร เพราะมัวแต่(ตกระกำลำบาก)ขึ้นเขาลงห้วยกับขบวน off road อย่างที่เห็นข้างล่างนี่แหล่ะ เลยหมดแรงหมดไอเดียจะจับแสงมาใส่กล้องให้ได้ภาพงามๆ ออกมาอวดกัน
ส่วนกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้ร่วมทริปนี้เขาทำกันอ่านรายละเอียดได้ที่ forum นี้นะ
จบข่าวดีกว่า …
-
เกาะกูด
Posted on May 16th, 2008 7 commentsกลับมาก็หลายวันแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้อัพบลอกก็วันนี้แหล่ะ
เริ่มต้นออกเดินทางกันด้วยบริการเชิดชัยทัวร์ จากสถานีข่นส่งเอกมัย รถออกห้าทุ่มนิดๆ เดินทางแป๊บเดียวตีสี่ก็ถืง จ.ตราด แล้ว พวกเราพักกันที่ Captain Hook Resort ซึ่งให้บริการส่งรถมารับไปท่าเรือถึงที่เลย
นั่งๆ นอนๆ รอเรือมารับ ก็เลยถ่ายรูปบรรยากาศยามเช้าตรู่ที่ท่าเรือมาเก็บไว้ก่อน
ถึงห้องพักล่ะ พักห้อง VIP ด้วยนะ นอนแบบหลวมๆ ได้ 4 คน นอนแบบอบอุ่นก็ 6 คน
บรรยากาศหน้ารีสอร์ท ติดชายหาดเลย
เข้าที่พักเรียบร้อยๆ บ่ายๆ ก็ไปเที่ยวน้ำตกคลองยายกี๋กัน เขาบอกว่าน้ำตกลึกมาก ให้ใส่ชูชีพไปเล่นน้ำตกด้วย ก็เลยเห็นสมาชิกเดินขึ้นเขาด้วยสภาพนี้แหล่ะ
น้ำตกไม่สูงแต่ไหลแรงได้ใจ ต้องน้ำตกคลองยายกี๋ ซึ่งที่จริงทริปนี้เราหวังจะดำน้ำชมประการัง ที่เกาะรังกันมากกว่า แต่เพราะเป็นช่วงเวลาต้นฤดูมรสุมแล้ว ทำให้การออกทริปดำน้ำเป็นอันต้องงดไป รวมทั้งทริปชมหิ่งห้อยด้วย เนื่องจากลมแรงหิ่งห้อย ห้อยไม่ไหว
เวลาส่วนใหญ่ของพวกเราก็เลยใช้ไปกับพักผ่อนสบายๆ ที่รีสอร์ท และเที่ยวน้ำตก(ซึ่งมีถึงสองที่ด้วยกัน)
แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าจ้า …
-
แม่สลอง – ดอยตุง
Posted on March 6th, 2008 8 commentsเก็บตกทริปแม่สลองด้วยภาพชุดดอกไม้ที่ึดอยตุง ส่วนภาพทริปแม่สลองทั้งหมดนั้นดูได้ที่ flickr นะ













-
ฝุ่นจับ
Posted on March 4th, 2008 1 commentกลับจากเที่ยว 2 ทริป มีการบ้านต้องทำเพียบเลย
- ฝุ่นจับกล้อง – ถ้ายังมีฝุ่นติดอยู่อีก ให้เข้าเมนูปรับตั้งที่ 2 เลือกเมนูย่อยไปที่ Sensor cleaning : Manual แล้วกดปุ่ม SET จะมีข้อความเตือนขึ้นมาดังภาพด้านล่าง ให้เลือกไปที่ OK กดปุ่ม SET อีกครั้ง กระจกสะท้อนภาพจะเปิดขึ้นค้างไว้ จากนั้นถอดเลนส์ออกมาจะมองเห็นเซ็นเซอร์ภาพ CMOS ไม่ต้องตกใจครับ ให้ใช้ลูกยางเป่าลมไล่ฝุ่นออกไป ถ้าที่ภาพฝุ่นอยู่ด้านบนให้เป่าด้านล่าง เนื่องจากภาพที่ผ่านเลนส์เข้าไปนั้นจะเป็นภาพหัวกลับเสมอ (กล้องฟิล์มก็เป็นภาพหัวกลับ) แต่กล้องแสดงภาพเป็นภาพที่ถูกต้องให้เรา เมื่อเป่าฝุ่นเสร็จแล้วให้ปิดสวิตช์กล้อง กระจกสะท้อนภาพจะปิดลง แล้วเปิดใหม่เพื่อ่ถายภาพตามปกติ ระวังอย่าไปทำในสถานที่ที่มีฝุ่นมากๆ นะครับ และอย่าถอดเลนส์ทิ้งไว้นานๆ
- ทำกรอบรูป
- ทำเองด้วย PS อ่านรายละเอียดที่ http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/O2963861/O2963861.html
- ทำด้วยปลั๊กอินของ PS อ่านรายละเอียดที่ http://photography-on-the.net/forum/showthread.php?t=75175&page=46
- ทำ batch automation ใน PS2 ได้ความรู้จาก
ขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณที่แบ่งปันความรู้ค่ะ
-
The Paradise Resort Koh Yao Noi
Posted on March 3rd, 2008 11 commentsขอคั่นรายการท่องเที่ยวแม่สลองด้วย ทริปเกาะยาวน้อยซักหนึ่งวันนะคะ เนื่องจากกำลังเห่อภาพ HDR ที่อุตสาหะแบกขาตั้งกล่องไปด้วย
สำหรับทริปนี้ต้องขอขอบคุณนิตยสาร lifestyle + Travel เป็นพิเศษที่กรุณา voucher ให้เราได้ไปพักฟรีกับห้อง superior studio ที่ The Paradise Resort ที่เกายาวน้อย จ.พังงา ซึ่งทำให้ผู้เขียนถึงแม้จะเพิ่งกลับจากทริปแม่สลอง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว(ยังไม่มันหายเหนื่อย)ก็ตัดสินใจรีบแล่นไปเกาะยาวน้อยทันที
ไม่พูดพล่ามทำเพลง อวดรูป HDR เลยก็แล้วกัน
ท่าเรือเอกชน เรือสวยๆ มากมาย แต่ไม่ใช่ speed boat ที่เราจะอาศัยไปเกาะยาวน้อยหรอกนะ
นั่ง speed boat ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็จะถึงบริเวณหาดหน้าที่พัก ซึ่งมีเปลญวนผูกไว้มากมาย
ด้านหน้ารีสอร์ท บริเวณโถงต้อนรับและลงทะเบียนแขกผู้มาพัก
ห้องอาหารและส่วนอื่นๆ ของรีสอร์ทแบบธรรมชาติๆ
บริเวณรอบๆ ที่พัก ก็จัดสถานที่ได้แอบอิงกับธรรมชาติมาก
บรรยากาศยามพระอาทิตย์ขึ้นหน้าชายหาด
ไปดำน้ำที่เกาะผักเบี้ย
หมายเหตุ ๑ กดที่รูปเพื่อเข้า flickr เพื่อดูรูปอื่นๆ ได้นะ
หมายเหตุ ๒ รูปที่แสดงเป็น HDR ทั้งหมด ยังมีลายน้ำของซอฟต์แวร์ที่ใช้ เพราะยังไม่ได้ซื้อของจริง
-
แม่สลอง – จะบูสีโฮมสเตย์ (Jabusee Home stay)
Posted on February 29th, 2008 3 commentsเมื่อวานนี้เดินถึงบ้านจะบูสีกันแล้ว วันนี้ได้เข้าหมู่บ้านกันล่ะ
ก่อนอื่นขอเล่ารายละเอียดบ้านจะบูสีสักเล็กน้อย ชาวบ้านจะบูสีเป็นชาวละหู่แดง หรือมูเซอแดง อันคำว่ามูเซอนี้เป็นทางรัฐบาลไทยบรรญัติเรียกเอาเอง ชาวจะบูสีเขาชอบให้เรียกว่าเขาเป็นชาวละหู่มากกว่า ซึ่งละหู่จะมีการแยกย่อยไปอีกว่า เป็นละหู่ขาว ละหู่ดำ ละหู่แดง เป็นต้น
บ้านจะบูสีมีสมาชิกประมาณ 150 คน จำนวนบ้้าน 30 หลังคาเรือน คนในหมู่บ้านจะเป็นเครือญาติกัน คือไม่เปิดรับคนนอกหมู่บ้านเข้ามาเป็นสมาชิกอยู่ด้วยกันง่ายๆ และจะเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านนี้ต้องได้รับการยินยอม จากผู้นำชุมชนเสียก่อน
อาชีพหลักของชาวละหู่แดง บ้านจะบูสี คือกสิกรรม ได้แก่ ปลูกข้าว ข้าวโพด กาแฟ ส่วนหมู และไก่ นั้นส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อกินเอง (ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านต่อได้ที่นี่เลย)
เอาล่ะ เรามาชมบรรยากาศในตัวหมู่บ้านกันต่อดีกว่า
ภาพแรก มุมฮิตของนักท่องเที่ยว ใครมาที่นี่เห็นถ่ายรูปมุมนี้กันทั้งนั้น เป็นวิวที่มองลงมาจากศาลา 100 ปีสมเด็จย่าฯ แล้วเห็นทางเดินเข้าหมู่บ้านลิบๆ
ภาพชุดต่อมาเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน (คล้ายๆ หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งโรงเรียน) คุณครูสาวประจำโรงเรียนนี้ข้ามน้ำข้ามห้วยมาจากสมุทรสาคร สอนประจำมาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว พูดภาษาละหู่ได้คล่องทีเดียว
ภาพชุดต่อมาเป็นบ้านเรือนของคนในชุมชน ลักษณะสถาปัตยกรรมเรียบ ง่าย สามารถสร้างเสร็จและอยู่ได้ภายใน 1 วันหากได้รับความร่วมมือร่วมใจ ร่วมด้วยช่วยกันของคนในชุมชน
อนึ่ง โปรดสังเกตว่า บ้านหลังไหนดูใหม่ๆ หน่อย แปลว่า เพิ่งสร้างครอบครัวใหม่ ตัวบ้านจะแข็งแรงทนทานรองรับภารกิจ เอ๊ย รองรับสมาชิกที่จะเกิดใหม่ (อันนี้ไกด์จะแรให้ความเห็น)
ภาพชุดถัดมาเป็นเด็กๆ และผู้คนในชุมชนกำลังเล่นและทำกิจกรรมกันสนุกสนานเลย
ครกตำข้าว ใช้งานจริงๆ
ถ้าในเมือง คงไม่ค่อยมีใครเล่นแบบนี้แล้ว เด็กมัวแต่ไปเล่นเกมตู้กันเสีย ไม่รู้จักความสนุกง่ายๆ แบบนี้หรอก
ป้ากับลุงสองคนนี้ อยากลองเล่นบ้าง ปรากฎว่า เละเทะเชียว
ต่อขาไม้ไผ่เสียสูงเชียว ผู้เขียนขอลองแล้ว ไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่า ไม่เวิร์คอย่างแรง ก้าวไม่ออกเลย ขอแบบเตี้ยๆ กว่านี้ โดนไกด์ดูถูกเอาเสียอีกว่า เตี้ยกว่านี้เขาไม่เล่นกัน … อ่าว
มีรถเข้ามาขายกับข้าวในหมู่บ้านด้วย ได้รับความสนใจล้นหลามเลย โดยเฉพาะจากคณะเรา
พ่อแม่ซื้อกับข้าว เด็กๆ ก็หยอกเย้ากันไป
เอาล่ะมาถึงบ้านแอหย่วย ที่เราจะพักด้วยเสียที

แอหย่วยและจะสอ ต้มน้ำเตรียมชงชาต้อนรับพวกเรา
ภายในบ้าน ใช้แสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มความสว่าง

หรือจะเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ก็ได้ (ผลงานของคนหน้าเหลี่ยมที่เพิ่งได้กลับบ้านเมื่อวานนี้)
ส่วนอันนี้ ห้องน้ำ
และที่นอน อุปกรณ์หมอน มุ้ง ผ้าห่ม เขาเตรียมไว้ให้ต่างหาก สะอาดและน่านอนเป็นยิ่งนัก รูปนี้เป็นผลงานการจัดการด้วยตนเเองของผู้เขียนและเพื่อนนะเนี่ย
ลูกแอหย่วยมาตำข้าวปุ๊กที่บ้าน
ข้าวปุ๊ก คือ ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ตำกับงา
เสร็จแล้วจิ้มกินกับน้ำตาลหรือนม อร่อยมาก
อาหารเย็นมาแล้ว มื้อนี้ประกอบด้วย หมูคั่วเลือด (จานซ้ายสุด) แกงหัวปลี (ซ้ายบน) น้ำพริกผักจิ้ม (กลาง) ไข่ดาว (เมนูชาวกรุง ได้มาจากรถขายกับข้าวรูปข้างบนน่ะแหล่ะ) ยำปลากระป๋อง (เมนูชาวกรุงอีกแล้ว) และปลาทูทอด (จากรถกับข้าวเช่นกัน)
ก่อนออกนอกเรื่องอาหาร ขอเล่าด้วยความเคืองไกด์จะแรมั่กๆ มาหลอกเราให้กินข้าวมื้อละสามชามอยู่ได้ ข้าวก็ไม่ใช่น้อยๆ กินเข้าไปอย่างนั้น ถึงขั้นข้าวดอยอุดตันลำไส้เลยนะนั่น
หลังจากอิ่มหมีพลีมันแล้ว พวกเราก็ยกขบวนไปแจกขนมเด็กๆ ที่โรงเรียน โดยได้รับความร่วมมือจากครูอึ่ง ช่วยอำนวยการเรียกเด็กๆ พร้อมกำชับให้แต่งชุดสวยมาคุยกับพวกเรา
หลังรับขนม เด็กๆ เลยตอบแทนด้วยเต้นรำประกอบเพลง แม้ไม่ค่อยได้ซ้อมกันมา แต่ก็น่ารักได้ใจพี่ๆ ลุงๆ ป้าๆ ไปโขเลย
สุดท้ายพวกเราทนไมไหวกับความน่ารักก็เลยแปลงร่าง เป็นชาวละหู่บ้าง
แล้วก็เลยถ่ายรูปรวมกันเสียอย่างเลย
จากนั้นผู้นำทางศาสนา ทำพิธีผูกข้อมือ รับขวัญและอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ
คืนนั้นที่จะบูสี พวกเราเข้านอนกันด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง และความสุขใจจากกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับการต้อนรับด้วยความเป็นกันเองจากชาวบ้านจะบูสี
รูปสุดท้ายอย่างที่สัญญา … ไกด์จะแรและครูอึ่ง คู่หูคู่ฮาประจำบ้านจะบูสี ทั้งสองคนให้คำแนะนำและช่วยเหลือพวกเราในการใช้ชีวิตในบ้านจะบูสี จนประทับใจและมีความทรงจำที่ดีมาเล่าให้ฟังอย่างนี้แหล่ะ
วันถัดไปไกด์จะแรและนะซึ พาพวกเราตะลุยดอยตุงและอื่นๆ อีกมากมาย อดใจรอหน่อย เพราะวันนี้ผู้เขียนหนึเที่ยวพังงาอีกแล้ว คงได้มา update อีกทีวันอาทิตย์เย็นๆ ล่ะ แห่ะๆ
-
แม่สลอง – จะบูสีเทรคกิ้ง (Jabusee Trekking)
Posted on February 28th, 2008 2 commentsตามสัญญา วันนี้จะพาเดินขึ้นบ้านจะบูสีกันล่ะ
ก่อนอื่นขอแนะนำ ไกด์กิติมศักดิ์ของเราก่อน “นะซึ” เป็นชาวละหู่แดง หรือมูเซอแดงและดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต. ดูแลบริหารสองหมู่บ้าน (แน่นอนว่ามีบ้านจะบูสีเป็นหนึ่งในนั้น) รวมทั้งได้รับเลือกเป็นประธานสภา อบต. ด้วย ถ้าไม่มีนะซึนี่ จะบูสีเทรคกิ้งของเราคงจะลำบากลำบนกว่านี้เยอะ (อาจถึงขึ้นเดินไม่ถึงบ้านจะบูสีได้เลยนะเนี่ย) เพราะมีนะซึึช่วยขับรถมาขนสัมภาระของเราไปส่งให้ ทำให้เราแค่พาร่างกายไปให้ถึงแค่นั้นก็พอ
พวกเราออกเดินทางจากบ้านกลางกันช่วงสายๆ หลังจากอิ่มหนำสำราญกับข้าวต้มเช้า และจิบชาร้อนๆ จนได้ที่ นะซึและจะแร ก็มารับเราไปสู่จุดเริ่มต้นจะบูสีเทรคกิ้ง (ดูรูปเส้นทางประกอบได้ที่นี่) โดยระยะทางประเมินของเทรคกิ้งไกด์จะแร บอกเราว่าเดินประมาณ 5-6 กม. จากจุดตั้งต้นก็จะถึงที่หมาย
แรกๆ พวกเราก็เดินกันชิลๆ เดินไปชิมลูกไม้ข้างทางไป เห็นต้นอะไรจะแรแนะนำว่ากินได้ก็ลองชิม ชิมไปเปรี้ยวไปขำไป
ช่วงไหนภูมิทัศน์สวยงาม ก็แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ
คงจะเนื่องจากยังเป็นทางราบ ไม่ค่อยกินแรงนัก พวกเราเลยยังพอมีแรงขำ เดินไปยิ้มไปอย่างที่เห็น
จะแรบอกว่าบ้านจะบูสีอยู่หมู่ 9 ดังนั้นพวกเราตั้งต้นจากหมู่บ้าน 5 ก็ต้องเดินผ่านหลายหมู่บ้านอยู่ นี่ก็เริ่มเข้าเขตหมู่บ้านหนึ่งระหว่างทางไปบ้านจะบูสี
และก็อีกหมู่บ้านหนึ่ง …
หมู่บ้านนี้ “พนาสวรรค์” สมชื่อ สร้างบ้านกันกลางป่ากลางเนินเขากันเลยทีเดียว
ส่วนร้านค้านี้ เป็นแหล่งชุมชนร้านค้าสุดท้ายก่อนที่เราจะเข้าสู่เส้นทางป่าและดอยของจริง ต่อจากนี้จะแรจะพาเดินเส้นทางเข้าบ้านจะบูสี ซึ่งจะไม่มีบ้านให้เห็นอีกแล้ว พวกเราจึงแวะเติมพลังชีวิตกันไว้เป็นก๊อกสุดท้ายกันก่อน
ราวตากผ้า ท่ามกลางธรรมชาติ สวยแปลกตาดี เก็บภาพมาฝากระหว่างพักเติมพลัง
หลังจากนั้นเส้นทางก็เริ่มเป็นป่ารกขึ้นเรื่อย สังเกตได้ว่าไม่มีไร่ชาบริเวณภูเขาแล้ว
ภาพนี้เป็นภาพสุดท้ายที่ผู้เขียนถ่ายไว้ก่อนจะเก็บกล้องเข้ากระเป๋า เนื่องจากเส้นทางเร่ิมอันตรายต่อสุขภาพกายและสุขภาพกล้อง ตัวลื่นล้มตกเขาไม่เป็นไร (มีประกัน) แต่กล้องตกนี่เสียดายหลายตังค์เน้อ (ไม่มีประกันอ่ะ)
และแล้ว … แต่นแตนแต๊น …สุดท้ายคณะเราทั้ง 5 คน หลังจากผ่านการดึง ลาก ดัน(ทุรัง) ก็สามารถผ่านด่านทรหดถึงบ้านจะบูสีจนได้ มานั่งพักกันที่ศาลา 100 ปีสมเด็จย่าฯ กันอย่างเกือบหมดสภาพ
ทั้งนี้จะแรเล่าให้ฟังว่า ปรกติแล้วจะแรใช้เวลาเดินโดยเฉลี่ยแค่ 1 ชั่วโมง แต่พวกเราใช้เวลาไปตั้ง 4 ชั่วโมง ผิดปรกติอย่างแรงจนชาวละหู่ด้วยกันทักจะแรว่า “ทำไมเดินช้าจัง?”
โอ้ว อันนี้เร็วสุดในชีวิตแล้วค่ะ ป้าขา
อ้อ สำหรับช่วงนี้ใครที่อยากเห็นหน้าจะแร เทรคกิ้งไกด์หนุ่มหล่อชาวละหู่แดงของเรา ก็ขอบอกให้อดใจรอพบเขาในตอนหน้า ในวันพรุ่งนี้จะมีบรรยากาศเต็มๆ ของค่ำคืนที่บ้านจะบูสีให้ชมกัน
-
ดอยแม่สลอง – บ้านแม่เต๋อ
Posted on February 27th, 2008 No commentsต่อจากบ้านกลาง ช่วงบ่ายคุณสุรพลและหลิงหลิงไกด์ของเราก็พาพวกเราเราก็ไปเยี่ยมชมบ้านแม่เต๋อกันต่อ ก่อนจะเข้าหมู่บ้านต้องเดินผ่านประตูผี ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวเขาว่าเป็นประตูแบ่งเขตแดนระหว่างผีกับคน ถ้าเป็นผีจะผ่านประตูนี้เข้าหมู่บ้านไม่ได้ ตุ๊กตาไม้ที่เห็นหลายๆ ตัวนั้นเป็นตัวแทนผีปู่ย่าตายายผีบ้านผีเรือนที่คอยเฝ้าหมู่บ้าน ไม่ให้ผีป่าเข้าบ้านได้
พวกเราได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมบ้านหลังหนึ่งอย่างเป็นกันเอง ถึงขนาดเข้าไปถ่ายรูปในบ้านได้เลย ผู้เขียนเลยขอถ่ายรูปบ้านเลขที่มาเป็นหลักฐานเสียหน่อย
สังเกตได้ว่าบ้านส่วนใหญ่สร้างจากไม่ไผ่สานขัดกัน ส่วนหลังคาก็มุงจาก ใต้ถุนสูงไว้เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ เข้ากันได้กับความเป็นอยู่อย่างธรรมชาติดีมาก แต่ก็เริ่มมีบ้านบางหลังที่สร้างด้วยปูนและมุงหลังคากระเบื้องบ้างแล้ว
ส่วนภาพชุดสุดท้ายนี่เป็นรูปผู้คนภายในบ้านแม่เต๋อ ส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบรูปแม่เฒ่าเย็บผ้าที่สุด แกค่อนข้างเขินในตอนแรกที่ขอถ่ายรูป แต่หลังจากไกด์เข้าไปเจรจา แกก็ยอมให้ถ่ายรูปโดยดี
ส่วนรูปสุดท้ายก็น่ารักเช่นกัน เจ้าเด็กน้อยเล่นซ่อนแอบกับพวกเรา เลยแอบเก็บภาพมาซะเลย
พรุ่งนี้จะพาไปบ้านจะบูสีล่ะนะ อดใจรอนิดนึง
-
ดอยแม่สลอง – บ้านกลาง
Posted on February 26th, 2008 5 commentsกลับมาประจำการแล้วจ้า หลังจากหนีเที่ยวดอยแม่สลองไปซะ 4 วัน 5 คืน ชักรูปไป 903 รูป ได้ความประทับใจและความสนุกคุ้มค่าจริงๆ
พวกเราสมาชิก 5 คนเริ่มออกเดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปลงที่ปากทางแม่สลอง รถออก 19.40 น. ไปถึงที่หมายประมาณ 7.00 น. ของวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็ต่อรถสองแถวแดงเพื่อขึ้นดอยแม่สลอง
(เอ่อ ในรถมีป้าแก่ๆ คนนึงร่วมแจมไปด้วย ไม่ใช่สมาชิกกลุ่มเรานะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดนึกว่ามีใครพกแม่ไปด้วย)
นั่งสองแถวแดงเรื่อยๆ เรียงๆ ซักประมาณ 30 นาที ก็ถึงบ้านกลาง อันเป็นจุดหมายปลายทางแรกของเรา พบน้องหลิงหลิงไกด์สาวออกมาต้อนรับตามนัด
หลิงหลิงพาเข้าบ้านพัก จากนั้นก็ยกน้ำชาออกมาต้อนรับขับสู้ตามธรรมเนียม โดยมีมาดามเจ้าของบ้านพักมาช่วยสาธิตวิธีชงชาด้วย
จากนั้นชักภาพร่วมกัน โดยมีการเปลี่ยนชุดจากชาวเมืองเป็นชาวดอย เพื่อความเนียน (ทายซิคนไหนตัวจริงตัวปลอม)
เสร็จธุระ จัดข้าวของเข้าที่พักเรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางไปเยือนสถานที่แรกคือ ดอยหมอกดอกไม้รีสอร์ท ซึ่งทีแรกเราตั้งใจจะพักกันที่นี่ แต่ราคาเกินงบไปหน่อย เลยได้แต่มาถ่ายรูปทำตาปริบๆ ไปพลางๆ ก่อน
ชื่นชมความงามกันเต็มที่ พร้อมพักดื่มกาแฟจนตื่นเต็มตากันแล้ว ก็ออกเดินทางสู่จุดหมายถัดไป ซึ่งรูปที่ถ่ายมานี่ก็ขอสารภาพว่าจำไม่ได้จริงๆ ว่าชื่ออะไร รู้แต่ว่า ทางชุมชนดอยแม่สลองนอกกำลังสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่
ส่วนที่นี้เหมือนตั้งใจจัดชิงช้าไว้ให้นักท่องเที่ยวมาโล้เล่นกัน พวกเราลองพยายามขึ้นโล้แล้ว ปรากฎว่าไม่สามารถ หลิงหลิงเลยสาธิตให้ชม ว่าเขาเล่นกันอย่างนี้พี่!
ส่วนสามรูปสุดท้ายนี้ เป็นบริเวณสุสานนายพลต้วน ซีเหวิน นายทหารชาวจีนผู้ช่วยไทยรบกับคอมมิวนิสต์และพัฒนาสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนแม่สลองนอก นอกจากได้ทำความเคารพสุสานแล้ว จุดนี้ยังถือเป็นจุดชมวิวงามๆ อีกจุดหนึ่งด้วย แถมยังมีร้านน้ำชาของลูกนายพลต้วน ให้เราแวะจิบกันฟรีๆ ด้วย (ไม่ซื้อไม่ว่ากัน)
จริงๆ วันเดียวกันนี้พวกเราไปเยี่ยมชมบ้านแม่เต๋อกันด้วย แต่ขอยกยอดไปเขียนวันพรุ่งนี้แล้วกันนะ
-
อัมพวา – บ้านฉันเอง (๓)
Posted on January 8th, 2008 3 commentsตอนตลาดน้ำยามเย็น มีแต่ของน่ากิ๊นน่ากิน
เหมาเรือให้มารับที่หน้าบ้าน ไปส่งท่าน้ำหน้าอำเภอฯ รวมกับรับไปดูหิ่งห้อยตอนค่ำๆ สนนราคา 800 บาทเท่านั้น
และแล้วก็มาถึงตลาดน้ำอัมพวา ชักรูปร่วมกันซักภาพก่อนจะตลุยตลาดให้อิ่มหมีพลีมัน แม่ค้าพ่อค้าที่นี่สู้กล้องมั่กๆ ขอถ่ายรูปด้วยไม่มีเคอะเขินซักคน
กว่าจะออกจากตลาดมาได้ก็อิ่มจนท้องหลามเลยทีเดียว เสียดายตรงที่ไม่สามารถถ่ายรูปหิ่งห้อยมาฝากได้ เนื่องจากกล้องพลังไม่ถึง รวมทั้งที่นี่เขาก็อยากอนุรักษ์หิ่งห้อยให้อยู่ด้วยกันนานๆ จึงไม่ขับเรือเข้าไปใกล้หิ่งห้อยมากนัก ถ่ายไปจึงได้แต่ภาพมืดๆ ดำๆ มองไม่ออกว่าเป็นหิ่งห้อยอยู่ดี


















































































































































Recent Comments