Global Warming Sunday, “Kyoto Protocol “
Kyoto Protocol เป็นข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการแก้ปัญหาโลกร้อนระหว่างประเทศในองค์กรสหประชาชาติ (UN) ประชุมกัน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1997 ด้วยการให้ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย ดำเนินมาตรการเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas - GHG) ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในระหว่างปี 2008 ถึง 2012
ปัจจุบัน United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCC) มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 169 ประเทศ ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก 61.6% จากทั้งหมดทั่วโลก
หัวใจของ Kyoto Protocol คือกำหนดให้รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (developed countries) ที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามแผนงานลดก๊าซเรือนกระจก โดยหากไม่สามารถจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในปริมาณที่กำหนดได้ในช่วงระหว่างปี 2008 - 2012 (สำหรับปริมาณที่กำหนดคือ ต่ำกว่า 5.2% ของปริมาณก๊าซที่วัดได้ในปี 1990) แล้วจะต้องเสียค่าปรับ 1.3 เท่าของ emission allowance ในรอบดำเนินงานที่สอง อย่างไรก็ตามมีการเปิดให้ประเทศเหล่านี้ซื้อ “GHG emission reduction” จากประเทศอื่นได้ เช่น ประเทศกำลังพัฒนา (developing countries) ที่เข้าร่วมโครงการ Clean Development Mechanism
สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นไม่มีข้อผูกมัดทางด้านการจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว สามารถขายเครดิตให้กับประเทศพัฒนาแล้วได้
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยแลนด์นั้นหนา มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากมายช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสดง ผืนทะเลไทยก็เต็มไปด้วยแพลงตอนที่ช่วยในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (โอ้ว ฝันไปรึเปล่าเนี่ย) สามารถนำเครดิตของประเทศเราไปขายให้กับประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมัน ฯ ได้
โดยรวมแล้วถ้าทุกประเทศดำเนินตามข้อตกลงนี้ โลกเราก็จะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลง ประเทศกำลังพัฒนาก็อยากจะเพิ่มแหล่งดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็รักษาไว้ไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากสามารถทำเงินเข้าประเทศได้ ประเทศพัฒนาแล้วจะมีต้นทุนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วย (ถึงตอนนี้เริ่มมีการซื้อขายในตลาดหุ้นแล้วนะคะ เช่น ตลาดหุ้น London Stock Exchange) ไม่เช่นนั้นก็จะต้องถูกปรับเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์เลย
สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย คือ สองประเทศที่เข้าร่วมโครงการแต่ไม่ยอมตกลงในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยให้เหตุผลว่า ประเทศอย่างจีนและอินเดียที่มีประชากรหนาแน่น และกำลังพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก (ประเทศจีนเป็นเจ้าของตำแหน่งประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดประจำปี 2007 แย่งตำแหน่งจากสหรัฐที่เป็นแชมป์ปี 2005) กลับได้รับการยกเว้นเนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นสหรัฐและออสเตรเลียกลัวว่าการยอมรับในข้อกำหนดของ Kyoto Protocol จะมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจประเทศตนเอง เนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น (ปัจจุบันก็แทบแย่อยู่แล้ว เพราะแรงงานจีนและอินเดียถูกกว่า) ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปอีก
อย่างไรก็ตามทั้งสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียต่างเข้าร่วมโครงการ Asia Pacific Partnership on Clean Development and Climate ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบไม่มีข้อบังคับ
สำหรับประเทศไทย เราเข้าร่วมเป็นสมาชิก UNFCC ตั้งแต่ 12 มิถุนายน 1992 และเข้าร่วม Kyoto Protocol เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1999 ยอมรับในข้อผูกพันธ์เมื่อ 28 สิงหาคม 2002 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) ประเทศไทยได้นำเสนอการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธี deforestation (ป่าไม้) เมื่อกุมภาพันธ์ 2007 ที่ผ่านมานี้เอง
Technorati Tags: Global Warming

แต่เราก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จนป่านนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะสามารถลดอุณหภูมิโลกใบนี้ลงได้อย่างไร เห็นมีแคมเปญให้แข่ง 







