-
Global Warming Sunday, “Junk In, Power Out”
Posted on May 6th, 2007 No comments
ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Purdue กำลังคิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังขยะ “biorefinery” ซึ่งสามารถย่อยสลายขยะจากครัวให้กลายเป็น ethanol และก๊าซองค์ประกอบ (composite gas) เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าตัวเครื่องมีขนาดประมาณรถแวน สามารถกำจัดขยะได้ 2,500 ปอนด์ต่อวัน สร้างกระแสไฟฟ้าได้ 60 กิโลวัตต์ (มากพอสำหรับบ้านสามหลัง)
ขณะนี้กำลังอยู่ช่วงสร้างเครื่องต้นแบบที่สอง หลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องรุ่นแรกให้กับกองทัพสหรัฐฯ ไปเมื่อเดือนพฤศภาคม ปีที่แล้ว
ประเทศไทยเราน่าจะมีการพัฒนาด้านนี้บ้าง ขยะชีวภาพประเทศเราน้อยอยู่เสียเมื่อไร โดยเฉพาะขยะจากของกินด้วยแล้ว แค่ตามตลาดสด หรือศูนย์อาหาร ก็น่าจะพอสร้างกระแสไฟฟ้าสำหรับสถานที่นั้นๆ โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรอื่นแล้ว
ที่มา: PopSci
-
Global Warming Sunday, แมงกระพรุนจะครองทะเล
Posted on April 29th, 2007 2 commentsเขาบอกว่าเพราะโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลก็ร้อนขึ้นนั้นฆ่าแหล่งอาหารของปลาอันได้แก่ phytoplankton ชนิดต่างๆ (นอกจากเป็นอาหารแล้ว ยังแปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนแบบเดียวกับพืชด้วย) ส่วนปลาบางพันธ์ุ เช่น eelpouts และ cod นั้นก็อาจไม่สามารถทนต่อปริมาณออกซิเจนที่ลดลง จนเป็นสาเหตุให้ปริมาณของปลาเหล่านี้ลดลงผกผันกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น
แต่แมงกระพรุน (jellyfish) จะทนได้ … ข่าวร้ายสำหรับปลาหลายๆ ชนิด เช่น cod, salmon, อื่นๆ เพราะนอกจากแมงกระพรุนจะแย่งอาหารปลาแล้ว ยังกินปลาเป็นอาหารด้วย อย่างนี้ตำแหน่ง จ้าวทะเล จะไปไหนเสีย
สำหรับมนุษย์ (แน่นอนว่าถ้าเราไม่ปรับปรุงตัวด้วยการเปลี่ยนมากินแมงกระพรุนเป็นอาหารเสียก่อน) เห็นทีว่าแหล่งอาหารสำคัญของเราก็จะลดน้อยถดถอยตามไปด้วย

phytoplankton
การจับปลา cod แบบนี้อาจจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

แมงกระพรุนจะครองทะเลTechnorati Tags: Global Warming
-
Global Warming Sunday, “Digital House”
Posted on April 8th, 2007 3 commentsช่วงนี้กำลังริเริ่มโครงการปรับปรุงบ้านรับโลกร้อนอยู่ค่ะ ที่คิดไว้ก็มี 1) ติดลูกหมุนระบายอากาศร้อน 2) ติด solar cell แปลงพลังงานแสงอาทิตย์เข้าปั๊มน้ำ
สำหรับลูกหมุนระบายอากาศร้อนนั้นก็ตั้งใจว่า จะนำมาช่วยลดอุณหภูมิบ้านช่วงกลางวันออกไป เวลาเลิกงานกลับมาบ้านแล้วจะได้ไม่ร้อนมาก ช่วยให้ไม่ต้องเปิดแอร์ประหยัดพลังงาน และแน่นอนค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายไป เหตุผลดูมี logic ดีมากใช่มั๊ยคะ ทีนี้มาพิจารณาความจริงหรืออุปสรรคกันบ้างข้อเท็จจริงที่หนึ่ง คือ ปรกติแล้วลูกหมุนฯ นี้เขาไว้ติดระบายอากาศในโรงงานค่ะ ดังนั้นฐานลูกหมุนส่วนใหญ่แล้วก็จะผลิตมาสำหรับหลังคาโรงงาน พอจะนำมาติดกับหลังคาบ้านซีแพคโมเนียนี้ก็ต้องมีการดัดแปลงกัน ทำให้ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย ตกแล้วก็ราคาประมาณลูกละ 2,000 บาท สอบถามคร่าวๆ บ้านเนื้อที่ประมาณ 65 ตรว. น่าจะต้องใช้ประมาณ 4 ลูก รวมแล้วก็ 8,000 บาท
ข้อเท็จจริงที่สอง บ้านมีหลังคาแล้วก็มีฝ้ากั้นหลังคา แต่โรงงานไม่มีฝ้าค่ะ ถ้าเราไม่เจาะฝ้าหลังคา เจ้าลูกหมุนฯ ก็จะระบายอากาศร้อนระหว่างฝ้าและหลังคาออกไปเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการซักเท่าไร ดังนั้นก่อนจะติดลูกหมุนฯ ได้ ต้องจ้างช่างมาเจาะฝ้าก่อน จะเจาะเป็นช่องว่างเฉยๆ ก็ไม่ได้ด้วยนะ ต้องเป็นแบบดูดีมีสไตล์ เอ๊ย แบบมีฝาเลื่อนปิดได้ด้วย ไม่งั้นตอนกลางคืนเราเปิดแอร์นอน แอร์ก้็จะรั่วไหลออกไปทางช่องที่เจาะ คราวนี้เปิดแอร์อย่างไรห้องก็ไม่เย็นเสียที กลายเป็นเปลืองไฟเข้าไปอีก
ข้อที่สาม (สุดท้ายแล้วมั๊งเนี่ย) คือ บ้านแลนด์ไม่แพงอย่างที่คิด เอ๊ย บ้านแลนด์จะทำช่องว่างบริเวณฝ้าหลังคารอบนอกบ้านไว้เพื่อระบายอากาศ ผู้รู้แนะนำว่าเราต้องตามอุดช่องนั้นด้วย ไม่งั้นอากาศมันจะไหลไปที่ช่องนี้ ทำให้ลูกหมุนฯ ไม่หมุนเต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้นก่อนจะสั่งซื้อลูกหมุนฯ เราจึงต้องแก้ปัญหาสองข้อหลังนี้ให้ได้ก่อน งบประมาณตั้งไว้ที่ 20,000 บาท จะพอมั๊ยเนี่ย
สำหรับโครงการ solar cell นั้น ผู้เขียนเองสนใจมานานแล้ว เห็นบ้านเราแดดร้อนแรงนัก สมควรจะต้องเอามาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า แต่เรื่องนี้เป็นอันดับรองๆ ลงไป คงต้องทำวิจัยซักนิดหน่อยก่อน (อีกเหตุผลคือแผง solar cell นั้นตอนนี้ราคายังค่อนข้างแพงด้วยค่ะ)
พูดถึงเรื่องปรับปรุงบ้าน ก็เลยนึกถึง Digital House ขึ้นมาได้ ต่างประเทศเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นแล้วนะคะ โดยแนวคิดคือจะเป็นบ้านที่ “คิด” และ “ปรับ” ตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปแต่ละช่วงได้ และอาจ “อาศัย” สภาพแวดล้อมนั้น “แปลง” เป็นพลังงานให้กับบ้านเองตัวอย่างเช่น บ้านที่สามารถสั่งปิด-เปิดหน้าต่างได้เองเพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่ พร้อมระบบปรับองศาร่มกันแดดอัตโนมัติเพื่อลดความร้อนที่จะเข้ามาในตัวบ้าน
ตามตัวอย่างรูปข้างบนนั้น เป็นบ้านที่อังกฤษจัดแสดงการสร้างบ้าน Digital House ให้เห็นกันจริงๆ ค่ะ
ต่อไปถ้าเทคโนโลยีการสร้างบ้าน Digital House ถูกลง เราคงได้เห็นกันแพร่หลายในไทยแน่ๆ โดยเฉพาะส่วนกันร้อนนี่ น่าสนใจมากๆ
Technorati Tags: Global Warming
-
Global Warming Sunday, “Step It Up 2007″
Posted on April 1st, 2007 3 comments
ในเมื่อรัฐบาลไม่ขยับ ประชาชนผู้สนใจสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกันก็ระดมกำลังกันกระตุ้นรัฐบาลเขาให้ “ทำอะไรซะบ้าง” ด้วยแคมเปญ Step It Up 2007 “National Day of Climate Action” ในวันที่ 14 เมษายน นี้จะมีการร่วมแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะการณ์โลกร้อนร่วมกันทั้งประเทศ เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ซะที รวมทั้งตั้งเป้าในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้ 80% ในปี 2050 แต่เขาไม่ใช้วิธีมาชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภานะคะ เขาใช้วิธีแสดงพลังโดยการปราศรัย จัดกิจกรรม โดยหวังให้ข้อมูลข่าวสารได้แพร่ออกไปสู่สาธารณะ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อสาธารณะชนมีเข้าใจเรื่องภาวะโลกร้อนมากพอ ก็จะเลือก ส.ส. และ ส.ว. ที่สนับสนุนเรื่องนี้เข้าไปในสภา และจัดการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาในที่สุด (ยังมีเหตุผลน่ารักๆ อีกอันหนึ่งก็คือ การเดินทางไกลๆ จากบ้านมายังกรุงวอชิงตันนั้นต้องใช้พลังงานน้ำมันแน่นอน เขาไม่อยากให้ทำแบบนั้น เพราะมันเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช่เหตุ)
เรื่องนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป อเมริกาเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีผู้สมัคร สส. ท่านใดใช้เรื่องโลกร้อนให้เป็นประโยชน์บ้าง
Technorati Tags: Global Warming
-
Global Warming Sunday, “The Great Global Warming Swindle”
Posted on March 25th, 2007 No commentsเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ประเทศอังกฤษ แพร่ภาพสารคดีแสดงความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำหลายคน ที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีโลกร้อนจากคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมือมนุษย์ เขาบอกว่าสถานะการณ์โลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตินั้นไม่เกี่ยวอะไรกับมนุษย์เลย รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติด้วย ความพยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์อาจจะส่งผลกระทบอื่นๆ ต่อประเทศในโลกที่สาม (ยากจนและป่วยไข้ต่อไป เนื่องจากความพยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถนำทรัพยากรน้ำมัน ถ่านหิน ออกขายได้) จากการวิจัยล่าสุดพบว่าการแผ่กระจายของรังสีคอสมิคและ solar activity ต่างหากที่อธิบายปรากฎการณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของอุณภูมิโลกได้ถูกต้องกว่าทฤษฎีคาร์บอนไดออกไซด์ รายงานจากศูนย์อวกาศ Danish Space Center พบว่าเมื่อsolar activity เพิ่มมากขึ้นนั้น การจัดวางตัวของเมฆก็จะเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
สารคดีประกอบด้วยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เช่น climatology, นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม, biogeography, และ paleoclimatology จากสถาบัน MIT, Nasa, the International Arctic Research Center, the Institute Pasteur, the Danish National Space Center, and the Universities of London, Ottawa, Jerusalem, Winnipeg, Alabama and Virginia
ชมสารคดีความยาว 1 ชั่วโมง 15 นาทีได้ที่นี่ [coolplayer]http://www.youtube.com/watch?v=XttV2C6B8pU[/coolplayer]
ความเห็น Rangwan.com: แล้วอย่างนี้เราจะเชื่อทฤษฎีไหนดีเนี่ย ??? ถ้าทฤษฎีนี้จริง แปลว่าเรางอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ ช่วยกันผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป เพราะมันไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น แต่ถ้าตามทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ต้องบอกว่านี่เป็นการสมคบคิดของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ออกทุนให้โทรทัศน์ช่อง 4 ทำสารคดีหักล้างทฤษฎีคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีการศึกษาและยอมรับกันมานาน เพื่อให้ได้สิทธิ์อันชอบธรรมจากประชาคมโลกให้ได้ขุดน้ำมัน ขายๆๆๆ กันต่อไป อย่างที่ภาษิตจีนว่าไว้ “เงินใช้ผีโม่แป้งได้” นับประสาอะไรกับ ใช้เงินจ้างนักวิทยาศาสตร์มาพูดๆๆๆ (เอ้อ ว่าแต่ว่า อันหลังนี้มันก็แค่ทฤษฎีสมคบคิดของผู้เขียนนะ อย่าคิดว่ามันจริงล่ะ แต่มันอาจจะจริงก็ได้นะ)
ที่มา: The Great Global Warming Swindle
Technorati Tags: Global Warming
-
Global Warming Sunday, “Kyoto Protocol “
Posted on March 18th, 2007 2 comments
Kyoto Protocol เป็นข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการแก้ปัญหาโลกร้อนระหว่างประเทศในองค์กรสหประชาชาติ (UN) ประชุมกัน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1997 ด้วยการให้ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย ดำเนินมาตรการเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas – GHG) ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในระหว่างปี 2008 ถึง 2012ปัจจุบัน United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCC) มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 169 ประเทศ ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก 61.6% จากทั้งหมดทั่วโลก
หัวใจของ Kyoto Protocol คือกำหนดให้รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (developed countries) ที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามแผนงานลดก๊าซเรือนกระจก โดยหากไม่สามารถจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในปริมาณที่กำหนดได้ในช่วงระหว่างปี 2008 – 2012 (สำหรับปริมาณที่กำหนดคือ ต่ำกว่า 5.2% ของปริมาณก๊าซที่วัดได้ในปี 1990) แล้วจะต้องเสียค่าปรับ 1.3 เท่าของ emission allowance ในรอบดำเนินงานที่สอง อย่างไรก็ตามมีการเปิดให้ประเทศเหล่านี้ซื้อ “GHG emission reduction” จากประเทศอื่นได้ เช่น ประเทศกำลังพัฒนา (developing countries) ที่เข้าร่วมโครงการ Clean Development Mechanism
สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นไม่มีข้อผูกมัดทางด้านการจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว สามารถขายเครดิตให้กับประเทศพัฒนาแล้วได้
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยแลนด์นั้นหนา มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากมายช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสดง ผืนทะเลไทยก็เต็มไปด้วยแพลงตอนที่ช่วยในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (โอ้ว ฝันไปรึเปล่าเนี่ย) สามารถนำเครดิตของประเทศเราไปขายให้กับประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมัน ฯ ได้
โดยรวมแล้วถ้าทุกประเทศดำเนินตามข้อตกลงนี้ โลกเราก็จะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลง ประเทศกำลังพัฒนาก็อยากจะเพิ่มแหล่งดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็รักษาไว้ไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากสามารถทำเงินเข้าประเทศได้ ประเทศพัฒนาแล้วจะมีต้นทุนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพราะต้องคำนึงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วย (ถึงตอนนี้เริ่มมีการซื้อขายในตลาดหุ้นแล้วนะคะ เช่น ตลาดหุ้น London Stock Exchange) ไม่เช่นนั้นก็จะต้องถูกปรับเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์เลย
สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย คือ สองประเทศที่เข้าร่วมโครงการแต่ไม่ยอมตกลงในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยให้เหตุผลว่า ประเทศอย่างจีนและอินเดียที่มีประชากรหนาแน่น และกำลังพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก (ประเทศจีนเป็นเจ้าของตำแหน่งประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดประจำปี 2007 แย่งตำแหน่งจากสหรัฐที่เป็นแชมป์ปี 2005) กลับได้รับการยกเว้นเนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นสหรัฐและออสเตรเลียกลัวว่าการยอมรับในข้อกำหนดของ Kyoto Protocol จะมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจประเทศตนเอง เนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น (ปัจจุบันก็แทบแย่อยู่แล้ว เพราะแรงงานจีนและอินเดียถูกกว่า) ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปอีกอย่างไรก็ตามทั้งสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียต่างเข้าร่วมโครงการ Asia Pacific Partnership on Clean Development and Climate ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบไม่มีข้อบังคับ
สำหรับประเทศไทย เราเข้าร่วมเป็นสมาชิก UNFCC ตั้งแต่ 12 มิถุนายน 1992 และเข้าร่วม Kyoto Protocol เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1999 ยอมรับในข้อผูกพันธ์เมื่อ 28 สิงหาคม 2002 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) ประเทศไทยได้นำเสนอการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธี deforestation (ป่าไม้) เมื่อกุมภาพันธ์ 2007 ที่ผ่านมานี้เอง
Technorati Tags: Global Warming
-
Global Warming Sunday
Posted on March 11th, 2007 6 comments
อย่างที่รู้ๆ กันนะคะว่า โลกเราร้อนขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่พวกเราขยันผลิตสู่ชั้นบรรยากาศของโลกกันเสียเหลือเกิน ทำให้เกิดปรากฎการเรือนกระจกขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการเสื่อมถอยของ Carbon Dioxide Sink (หรือแหล่งดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ตามธรรมชาติ อันได้แก่ มหาสมุทร ป่า และผืนดินถ้าเราจะช่วยลดอุณหภูมิโลก แน่นอนว่าเราต้องช่วยกันลดแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ ช่วยกันสร้างแหล่งดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ว่าจะเป็นการขยายแหล่งดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติ หรือการสร้างแหล่งดักจับแบบปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง
ขณะนี้มีการศึกษาเรื่อง การฉีดคาร์บอนไดออกไซด์เหลวกลับเข้าไปในน้ำระดับลึกประมาณ 300-3600 เมตร เพื่อให้โมเลกุลของน้ำสร้างเป็นกรงขังไว้ แล้วกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์แข๊ง ก็จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้
อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การอัดฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปใต้พื้นผิวโลก เช่น บริเวณแหล่งน้ำมันเสื่อมโทรม ทางน้ำใต้ดินที่ใช้ไม่ได้(เค็มหรือมีส่วนผสมของแร่เกลือ) หรือแหล่งถ่านหินที่ขุดไม่ได้ การอัดฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในบริเวณแหล่งน้ำมันนั้นมีการทำกันมากว่า 30 ปีแล้ว เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูแหล่งน้ำมัน วิธีการนี้น่าสนใจมาก เพราะราคาสำหรับพื้นที่จัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นั้นจะได้รับการชดเชยจากน้ำมันที่ขุดออกไปขาย
สองวิธีการนี้เป็นวิธีระดับโลกที่ต้องอาศัยนโยบายระดับประเทศและเงินทุนมหาศาลผลักดันให้เกิดเป็นจริงเป็นจัง อย่างไรก็ตาม เราในฐานะมนุษย์ธรรมดาที่อาศัยบนผืนโลกหลายล้านๆ คนนี้ มีวิธีการง่ายๆ ที่สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ค่ะ
- ลดการใช้พลังงานต่อคนลง เช่น ไปไหนใกล้ๆ แทนที่จะขับรถส่วนตัวไปก็เปลี่ยนเป็นจักรยานหรือเดินไป
- เปลี่ยนจากแหล่งพลังงาน carbon-based fossil fuels มาเป็นแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น จะซื้อรถคันใหม่ อาจจะต้องยอมจ่ายแพงขึ้นอีกนิดหน่อย เพื่อให้รถยนตร์รองรับระบบพลังงานแบบ Hybrid ใช้ได้ทั้งน้ำมันเบนซิล (ดีเซล) และพลังงานจากแบตเตอรี
- ควบคุมจำนวนประชากร (คุมกำเนิด) แน่นอนว่าประชากรน้อยลง การใช้พลังงานก็น้อยลง
ช่วยกันคนละนิดละหน่อย อย่างน้อยเราได้ชื่อว่าก็ไม่งอมืองอเท้าปล่อยให้โลกของเราใบนี้ร้อนขึ้นทุกวันทุกวันโดยไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ
วันอาทิตย์หน้าเราจะมาคุยกันเรื่อง Kyoto Protocol และความร่วมมือระดับสหประชาชาติ เพื่อควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันค่ะ
Technorati Tags: Global Warming
-
U.S. Projects 19 Percent Emissions Rise
Posted on March 5th, 2007 3 comments
รายงานข่าวจาก Wired News กล่าวว่ามีการคาดการณ์กันว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2020 มากกว่าปี 2000 เป็นปริมาณถึง 1 ใน 5 เท่า ทำให้เพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของประมาณทั้งโลก (9.2 พันล้านตันในปี 2020 จากเดิม 7.7 พันล้านตันในปี 2000) โดยแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มาจาก เชื้อเพลิงจากซากฟอสซิลทั้งหลาย เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติอย่างไรก็ตามรายงานล่าสุดจากที่ประชุมยูเอ็นกล่าวว่า สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพถูมิอากาศนั้น น่าจะมาจากน้ำมือมนุษย์เรามากที่สุด แม้ว่าจะมีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงเท่าใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแปลงสภาพภูมิอากาศจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกหลายศตวรรษ
เราได้มาถึงจุดที่โลกร้อนจนกระทั่งเกิดสภาวะการเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ลดอัตราก้าวหน้าเท่านั้น – Michael MacRacken หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ Nonpartisan Climate Institute, Warshington
แย่ละ เท่านี้ก็ร้อนจะแย่อยู่แล้ว ถ้าร้อนไปกว่านี้อีก น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลหนุนสูง เอลนินโญ่กระหน่ำ … แล้วเราจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้อย่างไร
ต่อไปขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และหิมะ คงเป็นแค่ตำนาน
เชิญดูความสยดสยองเมื่อโลกกลายเป็นสีแดงเถือกในปี 2100 ได้ ที่นี่
-
Global Warming vs. 25$ Million Contest
Posted on March 1st, 2007 No commentsspeech ของผู้คนที่ได้รับรางวัล Oscar สาขา Documentary Film จาก An Inconvenient Truth ยังจับใจไม่รู้คลาย
เราสามารถเป็นคนรุ่นที่เปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นได้ ถ้าเราร่วมแรงร่วมใจกันดูแลรักษาสมบัติอันมีค่าหนึ่งเดียวนี้ไว้
แต่เราก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จนป่านนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะสามารถลดอุณหภูมิโลกใบนี้ลงได้อย่างไร เห็นมีแคมเปญให้แข่ง Global Warming Contest(Virgin Earth Challenge) กันโดย ท่านอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ Al Gore จับมือกับมหาเศรษฐีชาวอังกฤษ Richard Branson เสนอเงินรางวัลตั้ง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐแน่ะ น่าสนใจไม่ใช่เล่น ได้ทั้งเงินได้ทั้งช่วยโลก อะไรจะซุปเปอร์ฮีโร่กันขนาดนี้ … เงื่อนไขแสนง่ายแต่ทำยากชมัด เงินรางวัลจะเป็นของท่านทันที ถ้าหากสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากโลก ได้ในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี (เหอๆ ง่ายจังเลย) โดยต้องเสนอเป็นแผนงานเป็นขั้นๆ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลเบื้องต้น 5 ล้านดอลลาร์ก่อน หลังจากนั้นถ้าแผนดำเนินการสำเร็จต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 10 ปี จึงจะได้เงินที่เหลืออีก 25 ล้านดอลลาร์ตัวผู้เขียนเองคงไม่มีปัญญาความสามารถเข้าร่วมแข่งขันโครงการบิ๊กเบิ้มนี้แน่ แต่สิ่งที่พอจะทำได้คงเป็น การช่วยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และวิธีการเล็กๆ น้อยๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งพอจะทำได้ เพื่อช่วยกันลดอุณหภูมิโลกใบนี้ …

โลกร้อนขนาดตุ๊กตาหิมะยังอยากฆ่าตัวตายเลย
Technorati Tags: Environment












Recent Comments