More About Me...

ก็แค่คนตัวเล็กๆ ที่อยากจะบ่นไปบล็อกไป

Another Tit-Bit...

มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็ว่ากันไป

Archive: เรื่องจริงจากจีน

Rangwan โดนจีนบล๊อก

วันนี้จะเข้ามา up blog ตัวเองเสียหน่อย ปรากฎว่าเข้าไม่ได้ตั้งแต่เช้า ครั้งแรกก็นึกว่า host ที่เช่าไว้คงจะ maintenance หรืออะไรซักอย่าง ไม่เป็นไร เดี๋ยวเย็นๆ กลับบ้านแล้วค่อย up ก็ได้

ตกเย็นก็ยังเข้าไม่ได้อีก เอ๊ ชักยังไงๆ เสียแล้วสิ เลยลองพึ่งน้อง TOR ดู ได้เรื่องเลย ได้หัวข้อเรื่องวันนี้เลย “Rangwan โดนจีนบล๊อก”

เวลานี้กำลังคิดสาเหตุอยู่ว่า ท่านรัฐบาลจีนมา block เว็บเราด้วยเรื่องอะไรกัน หรือจะเป็นเพราะบทความล่าสุด “ไปโรงพยาบาลในปักกิ่ง”​ ก็ไม่ได้มีเนื้อหารุนแรงอะไรนี่นา หรือเพราะเราไปถ่ายรูป ร.พ. มาหว่า เอ โรงพยาบาลเขาห้ามถ่ายรูปกันด้วยเหรอ

หรือจะเป็นเพราะเว็บเรามีรูปจาก Flickr เยอะเกินไป เลยไม่ผ่านการพิจารณาของกระทรวง ICT จีน

แง่ง จะไปหาคำตอบจากใครกันดีละเนี่ย

ไปโรงพยาบาลในปักกิ่ง

เพิื่อนร่วมงานชาวไทย เกิดไม่สบายขึ้นมา ด้วยอาการลำไส้อักเสบ สาเหตุน่าจะมาจากอาหารไม่สะอาด หลังจากทานยาที่เอามาจากไทยและดูอาการอยู่สองวัน ก็ตัดสินใจไปโรงพยาบาลกันดีกว่า

อันโรงพยาบาลที่เราไปพบแพทย์กันนี้ สอบถามมาแล้วว่ามีแผนกรักษาผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ ไปถึงก็อุ่นใจเพราะบริเวณและอาคารโรงพยาบาล ค่อนข้างใหญ่โตโอ่โถง ดูเข้าขั้นมาตรฐาน โดยเฉพาะเคาน์เตอร์จ่ายเงิน

dsc00379.JPGdsc00380.JPG

แต่แล้วการณ์กลับเป็นว่า หลังจากแจ้งอาการคร่าวๆ กับเจ้าหน้าที่แถวๆ เคาน์เตอร์ (ที่จริงตอนแรกก็มองหาสถานที่ลงทะเบียนผู้ป่วย แต่หาไม่เจอ เลยต้องถามเอาแถวๆ นั้นแหล่ะ) ก็ได้คำตอบให้ไปศูนย์ตรวจโรคทางลำไส้โดยเฉพาะ ซึ่งอยู่อีกอาคารหนึ่ง

dsc00377.JPGdsc00374.JPG

เอ่อ บรรยากาศผิดกันเป็นกองเลย ประหนึ่ง รพ. เอกชน vs. …

เข้าไปถึงภายในศูนย์ตรวจฯ เราก็หมุนซ้ายหมุนขวา จะหาที่ลงทะเบียนอีกนั่นแหล่ะ ซึ่งมันก็ไม่มีอีกเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ แต่อาคารทั้งหลังมีห้องตรวจอยู่ 3 ห้อง ยังไงซะถ้าเราถามทุกห้องคงจะได้คำตอบกระมัง

ให้บังเอิญโชคดี ห้องแรกที่เราโผล่หน้าเข้าไปถาม เพราะเห็นว่าไม่มีคนไข้อยู่ ก็ได้คำตอบเลย หลังจากส่งภาษากันอยู่พักใหญ่ ก็ได้ความว่าเราต้องทำบัตรคนไข้ที่นี่ เสียค่าทำบัตรตรงนั้นเลย ราคา 5.5 หยวน เค้าก็จะเขียนชื่อ-สกุล และอาการที่ป่วยคร่าวๆ ไว้ส่งให้แพทย์อีกที

dsc00369.JPGdsc00372.JPG

ตอนแรกนึกว่าหญิงสาวคนนี้คือ แพทย์ผู้ตรวจอาการ มาดไม่ให้เลยซักกะนิ๊ด เลยแอบถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เผื่อให้ยาผิด จะได้ระบุคนได้

dsc00373.JPG

แพทย์ตัวจริงมาค่อยโล่งใจ คนนี้ค่อยมาดให้หน่อย มาถึงก็ใส่เสื้อกาวน์ ซึ่งเป็นชุดแบบเดียวกันกับผู้ช่วยเลย แล้วซักถามอาการประมาณ 15 นาที (ที่นานเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องมั๊ง) แล้วก็ขึ้นเตียง ใช้เวลาตรวจอีกประมาณ 5 นาที ได้ใบสั่งยาให้คนไข้ถือมาจ่ายเงิน และรับยา ที่อาคารทันสมัยด้านหน้า

dsc00381.JPGdsc00383.JPG

ระหว่างขั้นตอนการลงทะเบียน ตรวจ จ่ายเงิน รับยา ผู้เขียนก็มีข้อสงสัยเป็นลำดับดังนี้

1. ร.พ.นี้ไม่เก็บประวัติคนไข้เลยเหรอ ทุกขั้นตอนที่เห็นมีเอกสารที่เกี่ยวข้องแค่ “บัตรคนไข้” ซึ่งใช้ระบบมือเขียน ไม่มีการลงทะเบียนใส่ระบบสารสนเทศแต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีการทำซ้ำใบตรวจโรค ใบสั่งจ่ายยา เหมือนอย่าง ร.พ. ทั่วๆ ไปในเมืองไทย แล้วอย่างนี้ถ้าเรากลับมาหา รพ. นี้ด้วยอาการเดิม แต่เปลี่ยนแพทย์ แล้วก็ไม่มี “บัตรคนไข้” เก่า เขาจะรู้ประวัติการรักษาของเราหรือไม่ คงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ถ้าเราป่วยด้วยอาการใหม่ แล้วก็ไม่มี “บัตรคนไข้”​เก่า

แย่ที่สุดคือ เปลี่ยน รพ. จะไม่สามารถขอข้อมูลระหว่างแพทย์ถึงแพทย์กันได้เลย (เพราะมันไม่มีข้อมูลนั้นอยู่ไง)

นี่เท่ากับ รพ. ยกภาระการดูแลประวัติการรักษาให้กับคนไข้ไปโดยปริยาย คนไข้ต้องมีฐานข้อมูลการเจ็บป่วยของตนเอง เพื่อประโยชน์ของตนเอง

2. แผนกรักษาผู้ป่วยต่างชาติ ยังหาความแตกต่างไม่เจอ ว่าได้รับบริการแตกต่างกันอย่างไรสำหรับผู้ป่วยนอก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ก็ไม่พูดภาษาอังกฤษกะเรา (หรือว่าหน้าตาเราไม่ฝรั่งฟะ) เอกสารอะไรๆ ก็เป็นภาษาจีนทั้งหมด แล้วมันช่วยอะไรคนต่างชาติตรงไหนเนี่ย???

3. ภายใน รพ. ห้ามสูบบุหรี่ แต่พอเดินพ้นประตูอาคารเท่านั้น ควันบุหรี่โขมง อย่างกะหมอกลง คาดว่าแผนกโรคทรวงอกของ รพ. ในจีนนี่คงมีผู้ป่วยใช้บริการกันหนาแน่นชุกชุมแน่นอน

ผู้เขียนมีประสบการณ์นำเพื่อนร่วมงานส่ง รพ. ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ด้วยอาการปวดไส้ติ่งอักเสบด้วยนะ บรรยากาศแตกต่างกันมาก เมืองที่ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับหนึ่งหรือสอง (แข่งกันกับโตเกียว) นี่ รพ. อย่างกับโรงแรม อะไรๆ มันก็ดูสะอาด กว้างขวาง ใหญ่โต มืออาชีพ ไปโม๊ด โดยเฉพาะวิธีการตรวจ รักษา กว่าเขาจะยอมลงมีดผ่าตัดไส้ติ่งออกนั้น ตรวจ ดูอาการเสียหนึ่งวันหนึ่งคืน แม้ว่าจะสงสัย 99% ก็ไม่ยอมผ่า จนกว่าผลการ ultrasound ผลการตรวจเลือด แลอื่นๆ จะยืนยัน 100% ว่าไส้ติ่งแน่ๆ เขาจึงจะผ่า สงสัยจะกลัวโดน sue หรือไม่ก็จรรยาบรรณหมอเข้มมาก (ถ้้าเป็น รพ. เอกชนไทย คงจำผ่าเสียตั้งแต่แรกแล้ว คุณผู้ป่วยบนย้อนหลัง เนื่องจากต้องนอนทรมานอยู่นาน)

Summer Palace Beijing

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนไปเที่ยวพระราชวังฤดูร้อน หรือ Summer Palace มาค่ะ หลังจากจัดการกับรูปถ่าย จำนวนหลักร้อยๆ กว่าได้สำเร็จ วันนี้จึงได้ฤกษ์งามยามดี นำมาเล่าสู่กันฟัง

DSCF4924.jpgDSCF4934.jpg

อันพระราชวังฤดูร้อนนี้ อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผู้เขียนเท่าไรนัก นั่ง Taxi ไปก็ตกค่ารถประมาณ 30 หยวน เราเริ่มออกเดินทางกันประมาณบ่ายโมง เมื่อไปถึงก็ซื้อตั๋วเข้าวัง สนนราคา 30 หยวนต่อคน บรรยากาศบริเวณวังฤดูร้อนนี้ร่มรื่นมาก เนื่องจากเนื้อที่ประกอบด้วยทะเลสาปคุนหมิงขนาดใหญ่ และรายล้อมด้วยต้นไม้จำนวนมาก กอปรกับเป็นวันที่มีเมฆครึ้ม จึงทำให้อากาศเย็นสบาย สมเป็นพระราชวังที่ฮ่องเต้จะแปรพระราชฐานมาพักผ่อนช่วงฤดูร้อนจริงๆ

พระราชวังฤดูร้อนนี้กินอาณาบริเวณกว้าง กระทั่งผู้เขียนไม่สามารถบรรยายความใหญ่โตได้หมด จึงต้องอาศัยรูปถ่ายแสดงขอบเขตให้ดูกัน (ให้แสงแย่ไปนิดต้องขออภัย สุดความสามารถของตากล้องสมัครเล่นจริงๆ)

DSCF4926.jpg

เมื่อผ่านประตูเข้ามาเราก็จะพบกับสะพานสิงห์ข้ามทะเลสาป เป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของพระราชวังฯ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่กับสะพานกันพอสมควร

DSCF4935.jpgDSCF4939.jpg

DSCF4940.jpgDSCF4942.jpg

จากรูปจะเห็นทิวทัศน์รอบทะเลสาบที่ค้อนข้างกว้างใหญ่ เรือเล็กๆ ที่เห็นคือเรือเช่า ให้นักท่องเที่ยวปั่น หรือขับเล่น (แล้วแต่ชนิดของเรือ) ในทะเลสาบได้

DSCF4963.jpgDSCF4979.jpg

DSCF4969.jpgDSCF4973.jpg

ทางเดินรอบๆ ทะเลสาบนั้นทำไว้อย่างสวยงาม ถ้านึกย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้น คงจะสร้างความรื่นรมย์ให้กับเจ้าของพระราชวังเป็นอย่างมาก เมื่อได้เดินเล่นตามลำพังท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามเช่นนี้

DSCF5004.jpgDSCF5008.jpg

เรือโดยสารข้ามทะเลสาบ และเรือหินหลายร้อยปีก่อน แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ยังคงสืบต่อเนื่องมา เรือหิน stone ship นี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปคู่ไว้เป็นที่ระลึก

เนื่องจากจุดเด่นมากมาย บรรยายไม่หมด ดังนั้นผู้เขียนจึงขอใช้มุกเล่าเรื่องด้วยรูปก็ มาใช้บรรยายอลังการงานสร้างของพระราชวังฤดูร้อน ก็แล้วกัน

DSCF5016.jpgDSCF5020.jpg

DSCF5023.jpgDSCF5025.jpg

DSCF5031.jpgDSCF5037.jpg

DSCF5039.jpgDSCF5042.jpg

DSCF5045.jpgDSCF5050.jpg

DSCF5057.jpgDSCF5051.jpg

DSCF5069.jpgDSCF5067.jpg

DSCF5061.jpgDSCF5063.jpg

DSCF5085.jpgDSCF5089.jpg

DSCF5086.jpg

DSCF5094.jpgDSCF5105.jpg

DSCF5098.jpg DSCF5102.jpg

DSCF5103.jpg DSCF5104.jpg

DSCF5105.jpg DSCF5107.jpg

DSCF5109.jpg DSCF5110.jpg

DSCF5111.jpg DSCF5113.jpg

DSCF5117.jpg DSCF5127.jpg

DSCF5126.jpg

อาคารทุกหลังในบริเวณพระราชวังนี้ บอกได้คำเดียวว่า สร้างอย่างอลังการ สมกับเป็นพระราชสถานของฮ่องเต้จริงๆ นอกเหนือจากเทียนอันเหมิน และกำแพงเมืองจีนแล้ว ผู้เขียนก็ขอแนะนำให้ผู้มาเยือนปักกิ่งแวะมาปักหมุดที่นี่ด้วยค่ะ

Hai Dian วันธรรมดาๆ

DSC00330.JPG ไอศครีมฮาร์เกนดาซ ขนาด 15 ออนซ์ ขายในร้าน 7-11 ใต้ตึกที่ทำงาน ราคา 32 หยวน (160 บาทไทย)​ แพงขนาด ตอนซื้อไม่ได้ดูราคา ด้วยความที่อยากจัด หยิบได้ก็ไปจ่ายเงินเลย พอราคาขึ้นเท่านั้นแหล่ะ อยากจะคืนก็พูดกะคนขายไม่รู้เรื่อง จำใจต้องจ่าย และกลับมากวาดไศครีมจนเรียบ ให้สมราคาที่จ่ายไป

DSC00335.JPGDSC00332.JPGDSC00333.JPG ไปจ่ายตลาดสดแถวที่พัก บรรยากาศเหมือนตลาดสดเมืองไทยเป๊ะ ผักที่นี่ราคาถูกมาก และก็หวานอร่อยมาก ถ้าเป็นคนชอบกินผักล่ะก็สวรรค์เลย วันที่ไปจ่ายตลาดนี้ ได้ผักและปลามาทำแกงส้มกินให้หายอยาก

DSC00337.JPG ระหว่างเดินกลับที่พัก เจอรถขายผลไม้ ลากเทียมด้วยม้า แปลกดี

DSC00338.JPG เช้าวันหนึ่งระหว่างเดินทางไปที่ทำงาน เจออาซิ้มกำลังรำวงกันอยู่น่าสนุกสนาน แต่ที่จริงแล้วเป็นการแสดงประกอบพิธีฉลองเปิดร้านใหม่ตะหากล่ะ ที่นี่เค้าไม่จ้าง pretty กันหรอก อาม่าอากงก็ pretty เหลือจะพอ

DSC00344.JPG ไปเที่ยว Summer Palace มาเมื่อวันอาทิตย์ ไว้จะเก็บมาเล่าให้ฟังเต็มๆ อีกที รูปนี้ถ่ายด้วย Sony Ericson K550i Panorama Shot แต่งอีกทีด้วย Photoshop

DSC00347.JPG น้องปลาสามรส อร่อยมาก ร้านอาหารจีนที่นี่ทำปลาได้อร่อยจริงๆ ปลาตัวนี้ต้องได้ภูมิใจที่เกิดมารับใช้บ่วงโซ่อาหารได้สมบูรณ์แบบ เพราะพวกเรารับประทานกันจนแทบไม่เหลือ กระนั้นเมื่อเรียกผูหยวน (พนักงานเสริฟ) มาคิดเงิน ยังได้รับคำถามว่า “จะห่อกลับบ้านมั๊ยคะ” … เอ่อ …

DSC00350.JPG หนังสือ Xiao Wang Zi (เสี่ยวหวังฉี) หรือ เจ้าชายน้อย เก็บภาพมาฝากเจ้าชายน้อยค่ะ

Shopping at Bonanza “alike” in Beijing

วันอาทิตย์มาเยือนที่ไร เราก็หาเรื่องไปเที่ยวชมเมืองปักกิ่งกันทุกที สำหรับอาทิตย์นี้เป็นคิวของการตะลุยย่านชอปปิ้ง เรียกง่ายๆ ว่า ย่านโบนันซ่าของปักกิ่งก็แล้วกัน

DSC00305

เป็นธรรมดาว่ากองทัพย่อมเดินด้วยท้อง ฉนั้นก่อนจะเริ่มมหกรรมช๊อบจึงต้องเติมกำลังกันก่อน มื้อกลางวันนี้จึงเป็นอาหารญี่ปุ่น “ซูชิราง” ที่กำลังได้รับความนิยมจากชาวปักกิ่งเป็นอย่างมาก มื้อกลางวันนี้คนแน่นเลยล่ะ โต๊ะแทบไม่มีที่ว่าง สนนราคาและรสชาดก็โอเค สามารถกลับมาเยือนอีกหลายๆ รอบได้

หลังจากท้องอิ่มแล้วเราก็ออกเดินทางไปยังจุดมุ่งหมายคือ ย่านมหาวิทยาลัย อันเป็นสถานที่ตั้งของ “โบนันซ่าปักกิ่ง” (จริงๆ เขามีชื่อเรียกภาษาจีน แต่ผู้เขียนจำไม่ได้ซะแล้ว) ไหนๆ ก็มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว เลยชักรูปประตูมหาวิทยาลัยเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักสองใบ

DSC00308DSC00309

ผู้เขียนคิดเอาเองว่า ตึกที่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งนั้นอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย เพราะสามารถดักลูกค้าได้ง่าย สินค้าที่ขายก็เน้นราคาย่อมเยาว์เหมาะกับเยาวชน นักศึกษา ที่ยังมีสะตุ้งสตางค์ไม่มากนัก เห็นมั๊ยล่ะ ว่าเหมือน “โบนันซ่าบ้านเราเลย” ภายในตึกก็แบ่งซอยเป็นร้านเล็กๆ คล้ายๆ กันด้วย สินค้าที่วางขายก็มีตั้งแต่กางเกงยีน เสื้อยืด ถุงเท้า หมวก กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ส่วนราคานั้นบอกผ่านมากกว่าครึ่ง ถ้าไม่ต่อ ถือว่าแพง ถ้าต่อก็แล้วแต่ ความสามารถของแต่ละคนค่ะ

DSC00316DSC00317

สำหรับผู้เขียนก็ได้ของมา 4 ชิ้น เป็นเสื้อโปโล 3 ตัว ตัวละ 30 หยวน กับถุงเท้า 4 คู่ 10 หยวน และเข็มขัด 1 เส้น 28 หยวน ถึงแม้จะร้อน เหนื่อย แต่ก็คุ้ม …

DSCF4920DSCF4918

จากนั้นเราก็แว่บไปย่าน “ไห่หลง” อันเป็นย่านสินค้า IT เพื่อซื้อของเล็กๆ น้อยๆ กัน คราวนี้ยังไม่คิดซื้อของหนัก ราคาแพง เนื่องจากต้องทำการสำรวจเปรียบเทียบกับราคาในไทยให้ดีก่อน แถมสินค้า IT ที่ีนี่ ถ้าคิดจะซื้อ brand name ต้องดูให้ดีเสียก่อน ตาดีตาร้ายอาจได้ brand เทียมมาได้

DSC00320DSC00321

เสร็จธุระจากไห่หลงแล้ว เราก็มุ่งสู่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของวันนี้ คือ ร้านอาหารเกาหลี แต่ระหว่างทางก่อนเข้าร้าน เจอรถเข็นขายผลไม้ กับ โรตีมะตะบะ แบบจีน เลยชักรูปมาฝากกันก่อน

DSC00323DSC00325

ผลไม้ที่นี่ไม่แช่เย็นค่ะ แบ่งขายด้วยการเสียบไม้หุ้มพลาสติกอย่างที่เห็นในรูป สนนราคากิ่งล่ะ 3 หยวน มีทั้งสััปปะรด แคนตาลูป ฯลฯ

ส่วนรถเข็นทางขวานี่ ผู้เขียนเล็งๆ ดูแล้ว อาหารที่ขายน่าจะคล้ายๆ โรตีมะตะบะ บ้านเรา แกมีเตากะทะแบนๆ ใบหนึ่ง แล้วพอมีคนสั่งอาหาร ตาคนขายแกก็จะตอกไข่ใส่กระทะ ทอดให้แบๆ กรอบๆ แล้วโรยผัก โรยเนื้อ ใส่ลงไป ห่อด้วยถุงพลาสติกเป็นอันเสร็จสรรพ (อันนี้น่าอันตรายจัง) ส่วนราคานั้นไม่ทราบ เพราะไม่ได้สั่งมากินค่ะ (ที่จริงก็อยากทดลองอยู่เหมือนกัน แต่อาหารเกาหลีรออยู่ตรงหน้าน่ะสิ)

เอาล่ะ สุดท้ายเราก็มาถึงร้านเป้าหมายจนได้ หน้าร้านถ้าดูเผลินๆ จะไม่นึกว่าเป็นร้านอาหาร ถ้าเทียบกับร้านข้างๆ แล้ว มาคนเดียวไม่รู้จักนี่ คงเมินร้านนี้ แล้วเข้าร้านข้างๆ แน่นอน

DSC00326

แต่น้องทั้งสองที่เดินนำหน้าเข้าไปก่อนนี้ ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า “ร้านนี้แน่นอนพี่” แล้วเดินลิ่วเข้าไปเลย ผู้เขียนก็ได้แต่พยักหน้าตามไป ไม่มีปัญญาต่อรองไปร้านอื่นหรอกค่ะ ส่งภาษาเป็นกับเขาซะที่ไหน … อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ชิมอาหาร และเปรียบเทียบกับราคาที่จ่ายแล้ว “ร้านนี้แน่นอนค่ะ”​ ต้องเก็บไปบอกคนต่อๆ ไปที่จะมาเยือนปักกิ่งรอบหน้า เรื่องของเรื่องคือ เป็นร้านสำหรับนักศึกษากระเป๋าเบาอีกแล้วค่ะ ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ก็เป็นหนุ่มสาวเกาหลี ที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่งนี้ ดังนั้นราคาจึงย่อมเยาว์และรสชาดนั้นก็รับประกันได้

DSC00327DSC00328

ตามเคย ถ่ายได้แค่สองรูป ก่อนอาหารเต็มชุดจะมา พออาหารมาก็ลืมทุกที ก็เลยมีแค่เครื่องเคียงและซุปกิมจิเต้าหู้ มาฝากให้ดูนะคะ … อร่อยมากค่ะ

สัปดาห์หน้ายังไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหน แต่รับรองว่าไปแน่ๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่ค่ะ

RECENTCOMMENTS

MOSTCOMMENTS

LINKLOVE

Tag Cloud

Recent Readers. These are the cool and trendy people that reads my blog!Recent Readers

IMG_9272IMG_9260IMG_9258IMG_9257IMG_9256IMG_9251IMG_9248