เพิื่อนร่วมงานชาวไทย เกิดไม่สบายขึ้นมา ด้วยอาการลำไส้อักเสบ สาเหตุน่าจะมาจากอาหารไม่สะอาด หลังจากทานยาที่เอามาจากไทยและดูอาการอยู่สองวัน ก็ตัดสินใจไปโรงพยาบาลกันดีกว่า
อันโรงพยาบาลที่เราไปพบแพทย์กันนี้ สอบถามมาแล้วว่ามีแผนกรักษาผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ ไปถึงก็อุ่นใจเพราะบริเวณและอาคารโรงพยาบาล ค่อนข้างใหญ่โตโอ่โถง ดูเข้าขั้นมาตรฐาน โดยเฉพาะเคาน์เตอร์จ่ายเงิน


แต่แล้วการณ์กลับเป็นว่า หลังจากแจ้งอาการคร่าวๆ กับเจ้าหน้าที่แถวๆ เคาน์เตอร์ (ที่จริงตอนแรกก็มองหาสถานที่ลงทะเบียนผู้ป่วย แต่หาไม่เจอ เลยต้องถามเอาแถวๆ นั้นแหล่ะ) ก็ได้คำตอบให้ไปศูนย์ตรวจโรคทางลำไส้โดยเฉพาะ ซึ่งอยู่อีกอาคารหนึ่ง


เอ่อ บรรยากาศผิดกันเป็นกองเลย ประหนึ่ง รพ. เอกชน vs. …
เข้าไปถึงภายในศูนย์ตรวจฯ เราก็หมุนซ้ายหมุนขวา จะหาที่ลงทะเบียนอีกนั่นแหล่ะ ซึ่งมันก็ไม่มีอีกเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ แต่อาคารทั้งหลังมีห้องตรวจอยู่ 3 ห้อง ยังไงซะถ้าเราถามทุกห้องคงจะได้คำตอบกระมัง
ให้บังเอิญโชคดี ห้องแรกที่เราโผล่หน้าเข้าไปถาม เพราะเห็นว่าไม่มีคนไข้อยู่ ก็ได้คำตอบเลย หลังจากส่งภาษากันอยู่พักใหญ่ ก็ได้ความว่าเราต้องทำบัตรคนไข้ที่นี่ เสียค่าทำบัตรตรงนั้นเลย ราคา 5.5 หยวน เค้าก็จะเขียนชื่อ-สกุล และอาการที่ป่วยคร่าวๆ ไว้ส่งให้แพทย์อีกที


ตอนแรกนึกว่าหญิงสาวคนนี้คือ แพทย์ผู้ตรวจอาการ มาดไม่ให้เลยซักกะนิ๊ด เลยแอบถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เผื่อให้ยาผิด จะได้ระบุคนได้

แพทย์ตัวจริงมาค่อยโล่งใจ คนนี้ค่อยมาดให้หน่อย มาถึงก็ใส่เสื้อกาวน์ ซึ่งเป็นชุดแบบเดียวกันกับผู้ช่วยเลย แล้วซักถามอาการประมาณ 15 นาที (ที่นานเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องมั๊ง) แล้วก็ขึ้นเตียง ใช้เวลาตรวจอีกประมาณ 5 นาที ได้ใบสั่งยาให้คนไข้ถือมาจ่ายเงิน และรับยา ที่อาคารทันสมัยด้านหน้า


ระหว่างขั้นตอนการลงทะเบียน ตรวจ จ่ายเงิน รับยา ผู้เขียนก็มีข้อสงสัยเป็นลำดับดังนี้
1. ร.พ.นี้ไม่เก็บประวัติคนไข้เลยเหรอ ทุกขั้นตอนที่เห็นมีเอกสารที่เกี่ยวข้องแค่ “บัตรคนไข้” ซึ่งใช้ระบบมือเขียน ไม่มีการลงทะเบียนใส่ระบบสารสนเทศแต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีการทำซ้ำใบตรวจโรค ใบสั่งจ่ายยา เหมือนอย่าง ร.พ. ทั่วๆ ไปในเมืองไทย แล้วอย่างนี้ถ้าเรากลับมาหา รพ. นี้ด้วยอาการเดิม แต่เปลี่ยนแพทย์ แล้วก็ไม่มี “บัตรคนไข้” เก่า เขาจะรู้ประวัติการรักษาของเราหรือไม่ คงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ถ้าเราป่วยด้วยอาการใหม่ แล้วก็ไม่มี “บัตรคนไข้”เก่า
แย่ที่สุดคือ เปลี่ยน รพ. จะไม่สามารถขอข้อมูลระหว่างแพทย์ถึงแพทย์กันได้เลย (เพราะมันไม่มีข้อมูลนั้นอยู่ไง)
นี่เท่ากับ รพ. ยกภาระการดูแลประวัติการรักษาให้กับคนไข้ไปโดยปริยาย คนไข้ต้องมีฐานข้อมูลการเจ็บป่วยของตนเอง เพื่อประโยชน์ของตนเอง
2. แผนกรักษาผู้ป่วยต่างชาติ ยังหาความแตกต่างไม่เจอ ว่าได้รับบริการแตกต่างกันอย่างไรสำหรับผู้ป่วยนอก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ก็ไม่พูดภาษาอังกฤษกะเรา (หรือว่าหน้าตาเราไม่ฝรั่งฟะ) เอกสารอะไรๆ ก็เป็นภาษาจีนทั้งหมด แล้วมันช่วยอะไรคนต่างชาติตรงไหนเนี่ย???
3. ภายใน รพ. ห้ามสูบบุหรี่ แต่พอเดินพ้นประตูอาคารเท่านั้น ควันบุหรี่โขมง อย่างกะหมอกลง คาดว่าแผนกโรคทรวงอกของ รพ. ในจีนนี่คงมีผู้ป่วยใช้บริการกันหนาแน่นชุกชุมแน่นอน
…
ผู้เขียนมีประสบการณ์นำเพื่อนร่วมงานส่ง รพ. ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ด้วยอาการปวดไส้ติ่งอักเสบด้วยนะ บรรยากาศแตกต่างกันมาก เมืองที่ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับหนึ่งหรือสอง (แข่งกันกับโตเกียว) นี่ รพ. อย่างกับโรงแรม อะไรๆ มันก็ดูสะอาด กว้างขวาง ใหญ่โต มืออาชีพ ไปโม๊ด โดยเฉพาะวิธีการตรวจ รักษา กว่าเขาจะยอมลงมีดผ่าตัดไส้ติ่งออกนั้น ตรวจ ดูอาการเสียหนึ่งวันหนึ่งคืน แม้ว่าจะสงสัย 99% ก็ไม่ยอมผ่า จนกว่าผลการ ultrasound ผลการตรวจเลือด แลอื่นๆ จะยืนยัน 100% ว่าไส้ติ่งแน่ๆ เขาจึงจะผ่า สงสัยจะกลัวโดน sue หรือไม่ก็จรรยาบรรณหมอเข้มมาก (ถ้้าเป็น รพ. เอกชนไทย คงจำผ่าเสียตั้งแต่แรกแล้ว คุณผู้ป่วยบนย้อนหลัง เนื่องจากต้องนอนทรมานอยู่นาน)