So Fire Me
นาย Jon Lech Johansen เขามี blog ชื่อ [ So sue me ] ดิฉันอยากมี blog ชื่อ [ So fire me ] มั่ง เนื่องจากช่วงนี้ชีวิตได้คุยกับผู้บริหารระดับสูงยอดเขาหลายคน คุยกันเข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง สงสัยจะนั่งกันอยู่สูงเกินไป เลยสูดแต่อากาศหอมสดชื่น ลืมมองยอดหญ้าตาดำๆ
วาทะประจำปี หรือ quote of the year ปีนี้คงต้องยกให้เป็น “อย่าถามบริษัททำอะไรให้พนักงานได้บ้าง ให้ถามตัวเองว่าทำอะไรเพื่อบริษัทได้บ้างจะดีกว่า” … เอิ่ม บริษัทไม่ได้เป็นโค๊ดพ่อโค๊ดแม่ดิฉันนะคะ จะได้ต้องทำอะไรให้บริษัทขนาดนั้น ชีิวิตการเป็นพนักงานของดิฉัน ก็ตั้งใจทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือนมาตลอด บางเดือนอาจจะทำงานเกินเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่การที่บริษัทจะให้ดิฉันย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ต่างประเทศนานๆ ขั้นหลายๆ ปีนั้น ดิฉันก็ต้องขอพิจารณาหลายอย่างนะคะ เช่น
จะให้ไปนานเท่าไร จนป่านนี้ัยังไม่มีท่่านบนยอดเขาคนไหน โผล่หน้ามาบอกว่าจะให้ไปนานเท่าไร หรือว่าจะให้ดิฉันแก่ตายอยู่ที่ต่างประเทศเลยหรือไงคะ
พอนานเท่าไรก็ไม่รู้ มันก็มาถึงประเด็นที่สอง เกิดดิฉันอยู่ไปนานๆ แล้วอยู่ไม่ได้ขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุจำเป็นใดๆ ก็ตาม บริษัทมีนโยบายรองรับตรงนี้ไหมคะ หรือว่าดิฉันต้องลาออกไปหาสัมมาอาชีวะประกอบอาชีพเอาเอง
พอไม่รู้ว่าจะกลับมาได้รึเปล่า หรือกลับมาทำอะไรที่สำนักงานใหญ่ มันก็มาถึงเรื่องที่สาม ถ้าดิฉันต้องหาอาชีพใหม่เอาเอง ดิฉันจะใช้เวลานานเท่าไรในการหา ระหว่างไม่มีงานทำ จะเอาเงินที่ไหนกินที่ไหนใช้คะ แสดงว่าดิฉันต้องเก็บหอมรอมริบระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างประเทศ เอาเองใช่ไหมคะ ท่านบนยอดเขา
เก็บหอมรอมริบน่ะพอได้ แต่จะเอาที่ไหนมาเก็บคะ จริงอยู่บริษัทมีเงินค่าใช้จ่ายระหว่างทำงานที่ต่างประเทศให้ แต่บริษัทได้เคยสำรวจค่าครองชีพหรือเปล่าคะว่ามันพอใช้ จนเหลือพอเป็นเงินเก็บหรือไม่ แล้วเงินเดือนพนักงานที่ได้พอเป็นเงินเก็บใว้ใช้ ในยามที่จะต้องกลับมาหางานใหม่ทำรึเปล่า พนักงานแต่ละคนก็มีภาระที่ต้องรับผิดชอบต่างกันนะคะ บริษัทต้องการคนไปทำงานให้ที่สาขาต่างประเทศ แต่ไม่ได้ออกแบบโครงสร้างไว้รองรับ เวลาที่พนักงานคนนั้นกลับจากต่างประเทศ มันยุติธรรมหรือไม่คะ เรื่องอย่างนี้ท่านบนยอดเขา ก็มองไม่เห็นเหมือนกัน
มีเรื่องเดียวที่ท่านบนยอดเขาอธิบายได้ชัดเจน คือ ขอบข่ายการทำงาน ภาระหน้าที่ สิ่งที่จะต้องทำให้บริษัท อันนี้อธิบายซะชัดเชียว ดิฉันเข้าใจดีค่ะ ไม่ต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมาก็ได้ ดิฉันรู้ค่ะว่าไม่ได้ไปเที่ยว ที่บริษัทเลือกดิฉันไปก็เพราะคิดว่าดิฉันมีความสามารถจะทำงานให้ได้ แต่ลืมนึกไปว่า ดิฉันก็มีสิทธิ์เลือกบริษัทเหมือนกัน่ บริษัทอาจจะเลือกคนอื่นไปรับหน้าที่นี้แทนถ้าบริษัทเห็นว่า ดิฉันไม่มีความสามารถเพียงพอ ขณะเดียวกัน ดิฉันก็อาจจะเลือกไปทำงานที่บริษัทอื่นแทน ถ้าดิฉันเห็นว่าบริษัทไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทน ต่อการใช้งานดิฉันที่สาขาต่างประเทศ เทียบเท่าบริษัทอื่น
ท่านบนยอดเขา บางคนกล่าวว่า พนักงานไม่มีสิทธิ์เลือก ถ้าบริษัทสั่งให้ไปก็ต้องไป ไม่มีิสิทธิ์ต่อรองเรื่องผลตอบแทน ดิฉันถามว่าจริงหรือ ตอบได้ว่า จริงสำหรับพนักงานบางคน และไม่จริงสำหรับพนักงานบางคน ซึ่งสำหรับดิฉันแล้ว คือ ไม่จริง เพราะดิฉันไม่เคยปล่อยให้ตัวเองไม่มีิสิทธิ์เลือก
จึงเป็นที่มาของหัวข้อวันนี้ [ So fire me ]
บางคนอาจมองว่าดิฉันไม่มี loyalty แต่ดิฉันมองว่า loyalty คือการ give & take การที่เราจะภักดีกับบุคคล หรือองค์กรใดๆ บุคคลที่สองนั้นต้องถามตัวเองก่อนว่า ได้เคยทำสิ่งใดให้บุคคลที่หนึ่งเกิดความภักดีหรือไม่
และจริงๆแล้ว บริษัท คืออะไร บริษัทหรือองค์กรก็คือกลุ่มคนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป ที่มารวมตัวกันทำภาระกิจร่วมกัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน พนักงานในบริษัทก็แค่องค์ประกอบหนึ่งๆ เพื่อทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายนั้น พนักงานระดับยอดหญ้า หรือผู้บริหารระดับยอดเขา ก็ล้วนแต่มีหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมาย โดยมีผลตอบแทนตามระดับความยากง่าย ความสำคัญ และความเสี่ยงของงาน ถึงทีสุดแล้ว พนักงานทุกคนอยากให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดี ก็เพียงเพื่ออยากให้มีผลตอบแทนที่ดีกลับมาถึงตน นั่นแล
ผู้บริหารระดับยอดเขาบางท่าน อาจจะทำงานกับบริษัทมานาน จนหลงลืมไปนึกว่า บริษัทคือตน ตนคือบริษัท จึงพูดแทนบริษัท ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท เหมือนปกป้องเงินในกระเป๋าตนเอง ลืมนึกไปถึงว่า ตนเองเพียงเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่บริหารให้ภาระกิจต่างๆ เดินไปได้ เมื่อโลกเปลี่ยน ภาวะแวดล้อมเปลี่ยน กฎหนึ่งๆ ที่เคยตั้งขึ้นมาก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมไปตามสถานะการณ์ด้วย รวมทั้งพนักงานระดับอื่นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทด้วย หากคุณขาดเขาไป บริษัทก็ไม่เป็นบริษัท และอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน
[ So fire me ]
Technorati Tags: working







ที่พูดมา มันก็จริงนะ เราตั้งใจทำงานเพื่อให้บริษัทได้ผลประกอบการที่ดี เพื่อที่ผลของรายได้ดีดีที่เพิ่มขึ้นมันจะได้กลับมาหาตัวเอง
คนเราอยู่รวมกันได้ผลประโยชน์ที่รับกันได้จริงๆ นั่นแหละ
งานนะ ไม่ใช่เพื่อนสักหน่อย
จุดมุ่งหมายของบริษัทคือกำไรสุทธิ เพื่อเอามาจ่ายเป็นเงินปันผลครับ แล้วเจียดอีกครึ่งนึงทบทุนเข้าไป เพื่อใช้สร้างความเติบโตของบริษัทในภายหน้า
การที่บริษัทจ่ายเงินเดือนให้คุณ aoyoyo น้อย ไม่สอดคล้องกับค่าแรงในตลาดแรงงาน จะทำให้บริษัทมีต้นทุนลดลง
อีกทั้งการที่คุณ aoyoyo ทำงานเกินเงินเดือน ย่อมทำให้บริษัทมีรายได้มากขึ้น ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม
ถ้าคุณ aoyoyo เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับปันผล สิ่งนี้ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี
แต่ถ้าคุณ aoyoyo ไม่เคยมีหุ้นของบริษัทดังกล่าวเลยแม้แต่ board lot เดียว งั้นค่าตอบแทนย่อมเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดครับ
การทำเพื่อบริษัทนั้น โดยความหมายจริง ๆ แล้ว ก็คือการที่พนักงานทุกคน เข้ามาช่วยกันกระจายส่วนเกินแรงงาน เพื่อเลี้ยงผู้ถือหุ้นนั่นเอง
ว่าจะพูดถึงเรื่อง dividen เหมือนกันค่ะ แต่มันคงจะยาว จริงๆ แล้วบริษัทที่บริหารตามหลักธรรมาภิบาล และบริหารเพื่อให้บริษัทยั่งยืน ควรต้อง balance ทั้งสองฝ่าย มากกว่าจะโอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าโอนเอียงไปทางผู้ถือหุ้นมาก ก็จะโดนพนักงานโวยวาย และสูญเสียพนักงาน(ดี)ไป ในที่สุดก็จะส่งผลกลับมายัง EBITDA ของบริษัทอยู่ดี แล้วผู้ถือหุ้นก็จะโวยวายว่า dividen น้อยอีกอยู่ดี
ผู้บริหารที่เก่งจริงๆ ต้องหาจุดตรงกลางที่จะ optimum ได้และทั้งสองฝั่งพอใจต่างหาก
ว่ากันตามตำรา First Break All Rules เลยนะเนี่ย
บริษัทมีหลายแบบครับ อย่างเช่น
1) ซื้อเค้ามาบริหาร กะเอาเงิน
เขียนซะยาว ลืมว่า blog นี้ป้องกัน XSS แบบตัดข้อความหลังเครื่องหมายมากกว่า น้อยกว่าหมดเลย comment หายไปเลย -_-”
ผู้บริหารระดับยอดเขาบางท่านเค้าก็มีเขาฮับ
ตอบอีกทีคราวนี้สั้นกว่าเดิม
ถ้าเราทำงานเพราะความสนุก หมดสนุกก็เลิกทำ
ถ้าเราทำงานเพราะเงิน เค้าไม่จ่ายเงินเราก็เลิกทำ
ถ้าเราทำงานเพราะชื่นชมเจ้านาย เมื่อเจ้านายไม่น่าชื่นชมก็เลิกทำ
ถ้าเราทำงานเพราะเชื่อในความมั่นคง ในหน้าที่การงานเรา เมื่อมันไม่มั่นคง ก็เลิกทำ
เช่นเดียวกันกับเจ้าของบริษัท
ถ้าเปิดบริษัทมาหาเงิน จุดมุ่งหมายก็เป็นกำไรสูงสุด เมื่อไม่มีกำไรก็เลิกทำ
ถ้าเปิดบริษัทมาเพื่อความสนุก ได้เงินนิดหน่อยเพื่อให้ทำงานต่อได้ เมื่อมันไม่สนุกก็เลิกทำ